Posted on

Wesley 33mm f1.6 รีเทิร์น

เลนส์ Wesley 33mm f1.6 III

เลนส์ Wesley 33mm f1.6 รุ่นแรกของแท้ดั้งเดิมนั้นเป็นเลนส์มือหมุนของจีนที่ทำออกมาเป็นเม้าท์เกลียว 25.4 มิลลิเมตร (1 นิ้ว) หรือ C-mount ซึ่งเป็นเม้าท์เก่าแก่ครอบจักรวาลที่ใช้กันมาตั้งแต่กล้องถ่ายหนังยุคเก่า กล้องทีวี มาจนถึงกล้องวงจรปิดในสมัยนี้ก็ยังมีใช้กันอยู่ ข้อดีของเม้าท์ชนิดนี้คือมันมีระยะรีจิสเตอร์สั้น (ระยะห่างระหว่างเลนส์ถึงเซ็นเซอร์รับภาพ) เหมาะสำหรับกล้องดิจิตอล mirrorless สมัยนี้ ทำให้ผู้ผลิตสามารถทำอแดปเตอร์เป็นแหวนโลหะบาง ๆ เพื่อแปลงท้ายเลนส์ให้เป็นเม้าท์อื่น ๆ ได้ง่ายและต้นทุนไม่แพง มันจึงกลายเป็นเม้าท์ที่ตอบโจทย์สำหรับเลนส์มือหมุนจีนราคาประหยัดเพื่อใช้กับกล้องดิจิตอล mirrorless โดยเฉพาะ

Wesley 33mm f1.6
เลนส์ Wesley 33mm f1.6 รุ่นแรก

Wesley 33mm f1.6 เปิดตัวครั้งแรกประมาณปี พ.ศ. 2556 ในปีนั้นผมเพิ่งเปลี่ยนมาใช้กล้อง mirrorless (Olympus E-PL3) หลังจากที่ขายกล้อง DSLR (Canon 50D) ที่ทั้งหนักและใหญ่เกินไปแล้วสำหรับการถ่ายแบบเล่น ๆ พอดีว่าในช่วงเวลานั้นก็เริ่มจะมีเลนส์มือหมุนราคาถูกของจีนออกมาสู่ตลาดให้ซื้อหามาเล่นกันบ้าง หนึ่งในนั้นก็คือเลนส์ Fujian CCTV 35mm f1.7 ในราคาประมาณหนึ่งพันบาท เลนส์ยอดนิยมขวัญใจคนจนที่ใช้ได้ทั้งกล้อง mirrorless ของ Olympus, Panasonic และ Sony ซึ่งเป็นสามยี่ห้อหลักในสมัยนั้น ด้วยราคาเพียงเสี้ยวเดียวของราคากล้อง แต่เป็นเลนส์เอฟกว้างที่ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอและเล่นโบเก้ได้ด้วย

ส่วนยี่ห้อ Wesley นั้นเป็นเลนส์ที่เน้นคุณภาพมากกว่า Fujian ทั้งด้านการออกแบบเลนส์ วัสดุที่ใช้ การประกอบเลนส์ คุณภาพความละเอียด ความคมชัด ตลอดจนสีสันและการต้านทานแสงแฟลร์เมื่อถ่ายภาพย้อนแสง

ผมรู้จักเลนส์ Wesley 33mm f1.6 ครั้งแรกจากการรีวิวกล้องของน้าท่านหนึ่งในห้องกล้องเว็บพันทิปคาเฟ่ และได้ลองสั่งมาเล่นเป็นครั้งแรกเมื่อประมาณกลางปี 2556 จากนั้นก็มีคนสนใจและฝากผมสั่งมาอีกหลายครั้ง

เท่าที่ผมได้เคยพูดคุยกับผู้ผลิตเลนส์ยี่ห้อนี้มาบ้าง เข้าใจว่าเขามีความตั้งใจและเน้นในเรื่องคุณภาพอยู่ไม่น้อย เพื่อให้แตกต่างจากเลนส์ Fujian ที่มีขายอยู่แล้วมากมายในตลาด เลนส์รุ่นแรกของ Wesley ที่สร้างชื่อเสียงจนติดตลาดนั้นใช้ชิ้นเลนส์ที่ผลิตโดยโรงงาน Pentax มีการเคลือบผิวเลนส์อย่างดี ผลที่ได้คือเลนส์ให้ภาพที่คมชัด สีสันสด เข้ม และต้านทานแสงแฟลร์ได้ดี ด้วยราคาขายปลีกที่สองพันกว่าบาท นับว่าเป็นเลนส์ที่มีคุณภาพคุ้มเกินราคา และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในประเทศไทย

Wesley 34mm f1.7
เลนส์ Wesley 34mm f1.7 (E34)

แม้ว่าจะขายดีแต่เลนส์ตัวนี้ก็ไม่ได้ผลิตต่อเนื่องนานนัก เพราะชิ้นส่วนแก้วเลนส์ที่สต็อคไว้มีจำนวนจำกัด เมื่อใช้ประกอบเลนส์จนหมดแล้วก็ต้องหยุดการผลิตไป และทางผู้ผลิตก็ไม่คิดจะใช้ชิ้นแก้วอื่นมาแทนของเดิมด้วย หันไปเริ่มทำเลนส์ตัวใหม่เลย โดยเปลี่ยนเป็นเลนส์เม้าท์ตรงที่ไม่ต้องใช้อแดปเตอร์ ใช้บอดี้แบบใหม่ที่ให้ความรู้สึกเหมือนเลนส์ที่ใช้กับกล้องถ่ายรูปมากกว่ารุ่นแรก และเปลี่ยนจากระยะ 33mm มาเป็น 34mm เพื่อให้แตกต่างจากผู้ผลิตเจ้าอื่น ๆ ในจีนด้วยกันเอง เลนส์ตัวที่ว่านี้ก็คือ Wesley 34mm f1.7 หรือ Wesley E34 ซึ่งผมคิดว่ามันคือรุ่นที่สองต่อจาก 33mm f1.6

หลังจากหมดรุ่น E34 แล้ว Wesley ก็เปลี่ยนบอดี้ใหม่มาเป็นอีกตัวหนึ่งคือ E35 โดยใช้บอดี้ที่ดูคล้าย ๆ กับเลนส์ตระกูล APS-C ของผู้ผลิตอีกเจ้าหนึ่ง แต่ดูเหมือนจะไม่ประสบความสำเร็จในการทำตลาดเท่าไหร่ จึงมีขายอยู่เพียงช่วงสั้น ๆ ก็หยุดหายไป แล้วจึงหันไปใช้บอดี้เดียวกันกับตระกูล APS-C ที่เป็น C-mount แทน ช่วงที่เป็นรุ่น E35 จนมาเป็นบอดี้แบบเดียวกับ APS-C นี้ ผมคิดว่าผู้ผลิต Wesley เขากำลังรอที่จะทำเลนส์ตัวใหม่ที่ออกแบบเองอีกครั้ง ช่วงนั้นเขาจึงไม่เน้นชื่อยี่ห้อในการทำตลาดเลย

ชื่อยี่ห้อและรุ่นเลนส์ที่วงแหวนด้านล่าง

จนเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมานี้เอง ผมได้ข่าวว่าเลนส์รุ่นใหม่ทำเสร็จแล้ว กำลังจะวางขาย ผมจึงสั่งมาลองดู เลนส์รุ่นใหม่ล่าสุดของ Wesley นี้ดูเหมือนว่าทางผู้ผลิตจะตั้งใจใช้ชื่อยี่ห้อของตัวเองอย่างเต็มที่อีกครั้งหนึ่ง โดยพิมพ์คำว่า wesley 33mm 1:1.6 III อันหมายถึงรุ่นที่สาม เอาไว้ที่ด้านล่างของกระบอกเลนส์ด้วย บอดี้เลนส์ก็เป็นบอดี้ใหม่ที่แตกต่างจากตระกูล APS-C เดิม ดูเล็กลงและน้ำหนักเบากว่าด้วย ส่วนเม้าท์เลนส์ยังคงเป็น C-mount เหมือนเดิม แต่เมื่อต่อกับอแดปเตอร์แล้ว ช่องว่างที่เป็นรอยต่อระหว่างอแดปเตอร์กับท้ายเลนส์จะน้อยมาก จนแทบจะดูเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่รู้สึกว่าเป็นเลนส์ต่ออแดปเตอร์เท่าไหร่ แถมยังสามารถปรับให้สเกลบนเลนส์หันขึ้นมาอยู่ด้านบนได้ง่ายด้วย แค่ออกแรงหมุนอแดปเตอร์กับเลนส์นิดหน่อยก็ปรับมุมตั้งสเกลได้แล้ว

ครั้งนี้น่าจะเป็นการกลับมาเป็น Wesley 33mm f1.6 ที่เป็นเลนส์มือหมุน C-mount ราคาประหยัดสำหรับกล้องดิจิตอล mirrorless อีกครั้งอย่างเต็มภาคภูมิ

คุณสมบัติเด่นของเลนส์ตัวนี้ตามที่ผู้ผลิตได้โฆษณาไว้ก็คือ เป็นเลนส์รูรับแสงกว้าง เบลอฉากหลังและให้โบเก้ที่นุ่มนวล ภาพคมชัด มีมิติดี ไม่มีความบิดเบือนของเส้น (distortion) และต้านทานแสงแฟลร์ได้ดี แต่มันจะดีหรือไม่ดี เป็นที่ถูกใจของผู้ใช้หรือไม่ อันนี้ก็ต้องให้ผู้ใช้ได้ลองกันเอาเองล่ะครับ ผมเองก็ทดลองใช้อยู่ระยะหนึ่ง ผลที่ได้ก็คือชุดภาพตัวอย่างที่จะลงประกอบในบทความนี้นี่แหละ และหากท่านใดที่มีความสามารถในการทำการทดสอบเลนส์อย่างมืออาชีพ อยากจะได้เลนส์ตัวนี้ไปทดสอบ ก็สามารถติดต่อผมได้นะครับ ผมยินดีให้ยืมเลนส์โดยไม่ผูกมัดว่าท่านจะต้องเชียร์หรือให้คะแนนรีวิวดี ๆ แต่อย่างเดียว

Spec. Wesley 33mm f1.6 III

 

กล้องที่ใช้กับเลนส์ตัวนี้ได้ 

  • ดิจิตอล mirrorless ยี่ห้อ Sony เม้าท์ Sony E เช่น a6500, a6300, a6000, a5100, a5000, NEX-7, NEX-6, NEX-5 เป็นต้น
  • ดิจิตอล mirrorless ยี่ห้อ Olympus เม้าท์ M4/3 เช่น OM-D E-M1, E-M5, E-M10, PEN-F, E-PL7, E-PL8 เป็นต้น
  • ดิจิตอล mirrorless ยี่ห้อ Panasonic เม้าท์ M4/3 เช่น G7, G85, GH4, GH5, GF7, GF8, GF9, GM5, GX8, GX850 เป็นต้น
  • ดิจิตอล mirrorless ยี่ห้อ YI เม้าท์ M4/3 คือรุ่น YI-M1
  • ดิจิตอล mirrorless ยี่ห้อ Fuji เม้าท์ XF เช่น X-Pro2, X-T2, X-T1, X-T20, X-T10, X-E3, X-A3, X-A10, X-A2, X-A1 เป็นต้น
  • ดิจิตอล mirrorless ยี่ห้อ Canon เม้าท์ EF-M เช่น EOS M100, EOS M3, EOS M5, EOS M6, EOS M10 เป็นต้น

นอกจากนี้ กล้องดิจิตอล mirrorless ยี่ห้อ Nikon ตระกูล Nikon1 และกล้อง Pentax ตระกูล Pentax Q ก็สามารถใช้ได้เหมือนกัน ส่วนกล้อง mirrorless fullframe Sony ตระกูล A7 นั้น สามารถต่อกับเลนส์ได้ แต่ภาพอาจจะติดขอบดำบ้าง ต้องใช้งานในโหมด APS-C จึงจะไม่มีขอบดำ

 

Canon EOS M3

ในระหว่างที่ผมกำลังทดลองใช้เลนส์ตัวนี้อยู่ พอดีมีเพื่อนที่ใช้กล้อง Canon EOS M3 มาทำงานที่ภูเก็ตหลายวัน ผมเห็นว่าช่วงหลัง ๆ มานี้ยี่ห้อ Canon มีความคึกคักมากขึ้นในการทำตลาดกล้อง mirrorless และเลนส์ตัวนี้ก็เป็น C-mount ซึ่งหาตัวแปลงใช้กับเม้าท์ EF-M ของกล้องตระกูลนี้ได้ไม่ยาก จึงขอยืมกล้องของเพื่อนมาใช้ทดลองเลนส์ซักสองวัน และถือโอกาสแนะนำวิธีใช้กล้องตระกูลนี้ของ Canon กับเลนส์มือหมุนสำหรับมือใหม่ไปด้วยเลย

Canon EOS M3
Wesley 33mm f1.6 III + Canon EOS M3

สำหรับ Canon EOS M3 สีขาวตัวนี้ เพื่อนผมส่งใส่มือให้พร้อมกับช่องมองภาพ EVF ด้วย ซึ่งช่วยได้มากในเวลาที่ต้องถ่ายภาพในที่มีแสงจ้า มองจอภาพหลังกล้องได้ไม่ชัด ภาพที่เราเห็นในช่องมอง EVF ก็สว่างและชัดเจนดี สำหรับการถ่ายภาพทั่ว ๆ ไปที่ไม่ต้องเน้นเรื่องการโฟกัสให้เข้าแบบเป๊ะ ๆ ก็สามารถดูภาพในช่องมองแล้วปรับโฟกัสได้สบาย ๆ ไม่จำเป็นต้องขยายภาพช่วยเลยก็ได้

ความรู้สึกในการใช้งาน EOS M3 นี้ทำให้นึกถึงเจ้า 50D ตัวเก่าอยู่บ้าง เพราะลักษณะการวางเมนูจะคล้าย ๆ กัน แต่ขนาดและน้ำหนักเบาสบายกว่า 50D มาก ยิ่งถ้าติดเลนส์ตัวเล็ก ๆ เบา ๆ ด้วยล่ะก็ สามารถเอาคล้องคอเดินเล่นได้ทั้งวันเลย

Wesley 33mm f1.6 III + EOS M3

 

ปลดล็อคชัตเตอร์ 

ในการใช้งานกับเลนส์มือหมุน ปกติกล้องมันจะล็อคชัตเตอร์เอาไว้เพราะไม่ได้ต่อกับเลนส์ที่กล้องจะสื่อสารด้วยได้ ดังนั้น เมื่อต่อเลนส์มือหมุนเข้ากับกล้องเรียบร้อยแล้วก็ต้องปลดล็อคอันนี้ก่อน โดยการตั้งค่าให้กล้องลั่นชัตเตอร์ได้โดยไม่มีเลนส์ ให้เข้าไปที่เมนูฟังก์ชั่นพิเศษ C.Fn III: Others รายการที่ 2 Release shutter w/o lens แล้วเลือกจาก Disable ให้เป็น Enable 

ปลดล็อคชัตเตอร์ EOS M3

โหมดในการถ่ายภาพที่เหมาะสำหรับเลนส์มือหมุนคือ A หรือ M แล้วแต่ความถนัดของแต่ละคน ส่วนตัวผมชอบใช้โหมด A มากกว่า เพราะมันสะดวกดี แค่หมุนปรับค่าเอฟบนเลนส์ตามต้องการแล้วให้ระบบวัดแสงของกล้องตั้งค่าความเร็วชัตเตอร์ให้โดยอัตโนมัติ

ส่วนค่า ISO หรือความไวแสงในการบันทึกภาพของเซ็นเซอร์ ปกติถ้าเป็นการถ่ายภาพสตรีทหรือเดินถ่ายอะไรเรื่อยเปื่อย ผมมักจะตั้งเป็น Auto ISO คือให้กล้องเลือกค่าความไวแสงที่เหมาะสมสำหรับแต่ละภาพตามสภาพแสงในขณะนั้นโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าต้องการถ่ายแบบเน้น ๆ มีเวลาค่อย ๆ บรรจงถ่ายก็จะตั้ง ISO 200 หรือ 400 ซึ่งจะทำให้ได้ไฟล์ภาพที่ใสสะอาด ไม่ค่อยมี noise หรือภาพเม็ดสีแตก ๆ ให้เห็นเท่าไหร่

ในการปรับโฟกัสด้วยมือและสายตา มีตัวช่วยอยู่สองตัวคือ Peaking และปุ่มขยายภาพบางส่วนในจอให้ใหญ่ขึ้นเพื่อตรวจดูความคมชัดแบบเจาะลึกเฉพาะในส่วนที่เราสนใจ ซึ่งปกติผมมักจะใช้อย่างหลังมากกว่า เพราะผมรู้สึกว่า Peaking ที่เป็นไฮไลท์รอบ ๆ วัตถุนั้นค่อนข้างรบกวนสายตาและมีความแม่นยำน้อยกว่าการขยายภาพดู

ปุ่มกดขยายภาพเฉพาะส่วนบนหน้าจอ

เทคนิคที่ผมใช้เป็นประจำก็คือเล็งภาพและจัดองค์ประกอบอย่างคร่าว ๆ ก่อน หมุนแหวนปรับโฟกัสที่เลนส์ให้ได้ภาพชัดพอประมาณ ยังไม่ต้องเสียเวลาหมุนให้ชัดเป๊ะก็ได้ จากนั้นก็กดปุ่มขยายภาพบนหน้าจอ 1 ครั้ง เล็งดูภาพส่วนที่ต้องการแล้วค่อย ๆ หมุนแหวนปรับโฟกัสช้า ๆ จนได้ภาพส่วนนั้นชัดที่สุดแล้ว จึงกดปุ่มขยายภาพอีก 1-2 ครั้ง เพื่อให้ภาพในจอหรือช่องมองกลับมาเป็นภาพเต็มเฟรมเหมือนเดิมก่อน แล้วจึงจัดองค์ประกอบภาพในเฟรมอีกครั้ง โดยพยายามไม่เคลื่อนกล้องในทางเข้าใกล้หรือออกห่างจากตัว แต่เลื่อนหรือบิดเพียงเล็กน้อยไปทางซ้าย ขวา เงยขึ้น หรือกดลงนิดหน่อยเท่านั้น คือพยายามไม่ให้ระยะห่างระหว่างกล้องกับวัตถุที่เราจะถ่ายนั้นเคลื่อนไปจากระยะที่เราปรับโฟกัสเอาไว้ดีแล้วนั่นเอง

มันอาจจะฟังดูยุ่งยากนิดนึงสำหรับมือใหม่ที่ไม่เคยฝึกปรับโฟกัสด้วยมือและสายตามาก่อนเลย แต่ถ้าได้ฝึกทำบ่อย ๆ เพียงไม่นานก็จะทำได้จนชินมือ และสนุกกับการถ่ายภาพด้วยเลนส์มือหมุนได้อย่างไม่เคอะเขิน ให้อารมณ์ของการลุ้นเล็ก ๆ ว่าภาพที่ถ่ายนั้นจะคมชัดอย่างที่ตั้งใจหรือไม่ ซึ่งแตกต่างจากการถ่ายด้วยเลนส์ออโต้ที่มักจะถ่ายไปอย่างเร็ว ๆ แล้วค่อยมาเปิดดูภาพหลังจออีกที

เอาล่ะครับ ทีนี้เรามาดูภาพตัวอย่างที่ได้จากการทดสอบกันบ้างดีกว่า ภาพส่วนใหญ่มาจากกล้อง Canon EOS M3 มีบางภาพมาจากกล้องของผมเองคือ Fuji X-A1 และ Olympus E-PL6 โดยภาพที่เอาลงในนี้ต้องย่อลงให้เหลือขนาดความกว้างไม่เกินความกว้างของบล็อกนี้ ไม่ได้แต่งแสงสีอะไรทั้งสิ้น นอกจากการตัดขอบภาพบางส่วนออกไปและใส่ข้อความใต้ภาพเท่านั้น

ส่วนภาพตัวอย่างแบบเต็ม ๆ จะอยู่ในลิงค์อัลบั้มของผมในเว็บ flickr ซึ่งเป็นภาพขนาดเต็ม ๆ ที่ได้จากกล้อง ไม่แต่ง ไม่ตัดอะไรทั้งสิ้น เรียกว่าถ่ายมาอย่างไรก็เอาลงไปอย่างนั้นเลย

คำบรรยายใต้ภาพบางภาพเป็นความเห็นส่วนตัวของผมเอง ไม่ได้เป็นการรีวิวหรือตัดสินว่าเลนส์มีคุณสมบัติดีหรือไม่ดีอย่างไร หรือไม่ได้เป็นข้อสรุปว่าเลนส์มีคาแรกเตอร์อย่างไร เรื่องนี้ผมมองว่ามันเป็นรสนิยมความชอบของแต่ละคนมากกว่า เลนส์ที่ดีที่สุดในโลกคือเลนส์ที่คุณใช้แล้วได้ความสุขจากการถ่ายภาพ หรือได้ประโยชน์สมราคาของมัน อาจจะได้ภาพแบบที่อยากได้ หรือได้อารมณ์สุนทรีย์ในระหว่างการกดชัตเตอร์ ฯลฯ คุณงามความดีของเลนส์แต่ละตัวขึ้นอยู่กับคำนิยามของคุณเอง ส่วนผมไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าเล่าให้ฟังว่าผมรู้สึกอย่างไร และหวังให้ท่านมีความสุขในการถ่ายภาพเสมอ แค่นี้ก็พอแล้วสำหรับการซื้อกล้องซื้อเลนส์มาเล่นในแบบเล่น ๆ

 

ภาพตัวอย่าง

Wesley 33mm f1.6 III

ถ่ายวิวทั่ว ๆ ไปที่เอฟ 8 เรื่องความคมนั้นถือว่าผ่านได้สบาย ๆ

Wesley 33mm f1.6 III

ถ่ายคนที่เอฟ 1.6 ฉากหลังที่อยู่ใกล้ ๆ ยังไม่ค่อยเบลอเท่าไหร่ มีขอบ Vignette บ้างซึ่งเป็นปกติของเลนส์ส่วนใหญ่

Wesley 33mm f1.6 III

ถ่ายคนที่ระยะไกลออกมาหน่อย ประมาณ 3 เมตร ที่เอฟ 1.6 ฉากหลังไกล ๆ เบลอมากขึ้น

Wesley 33mm f1.6 III

ถ่ายตึกที่เอฟ 8 ดูเส้นที่ขอบภาพไม่รู้สึกเลยว่ามีโค้ง ผู้ผลิตระบุว่า distortion น้อยกว่า 0.15%

Wesley 33mm f1.6 III

ถ่ายโมเดลขนาดความสูง 13 เซ็นติเมตร เอฟ 1.6 ฉากหลังอยู่ห่างออกไปแค่ 1-2 เมตร ดูมืดไปหน่อยเพราะไม่ได้ปรับชดเชยแสง

Wesley 33mm f1.6 III

ถ่ายตึกตรง ๆ กลาง ๆ ช่วงเวลาเช้า แสงน้อยหน่อย เปิดเอฟประมาณ 2.8 – 4

Wesley 33mm f1.6 III

ภาพนี้ปรับโฟกัสโดยดูจากช่องมอง EVF ไม่ขยายภาพ เอาแบบคร่าว ๆ ไม่เป๊ะเท่าไหร่ เอฟ 1.6

Wesley 33mm f1.6 III

ถ่ายในห้องที่มีแสงน้อย กล้องต้องดัน ISO ขึ้นไปถึง 640 มันยังมืดไปหน่อย ผมปรับความสว่างหลังย่อภาพอีกนิดนึง

Wesley 33mm f1.6 III

ถ่ายใกล้ ๆ ที่เอฟ 1.6 ดูการไล่ความเบลอที่ฉากหลัง

Wesley 33mm f1.6 III

ถ้าถ่ายคนที่ระยะประมาณ 2 เมตร ที่เอฟ 1.6 จะได้ประมาณนี้

Wesley 33mm f1.6 III

ผมว่าเลนส์ระยะนี้ เอฟขนาดนี้ เหมาะที่สุดสำหรับภาพแนวเจาะ ๆ ใกล้ ๆ แบบนี้แหละครับ เอฟ 1.6

Wesley 33mm f1.6 III

แนวดอกไม้มุ้งมิ้งก็ใช้ได้

Wesley 33mm f1.6 III

สีแดงสดที่เลนส์และกล้องหลายตัวมักจะเละ แต่คู่นี้ก็พอไหวอยู่นะครับ

Wesley 33mm f1.6 III

เลนส์มือหมุนเอฟกว้างมันก็เก่งทางแบบนี้แหละครับ ถ่ายวิวผมว่าใช้โทรศัพท์มือถือเลยดีกว่า

Wesley 33mm f1.6 III

ตอนที่เริ่มเล่นเลนส์มือหมุนใหม่ ๆ ผมชอบถ่ายดอกไม้เยอะมากจริง ๆ

Wesley 33mm f1.6 III

รูปนี้ถ่ายเพื่อดูโบเก้ด้านหลัง มันออกแนวนวล ๆ และไม่วน จัดว่าเป็นโบเก้ชั้นดี

Wesley 33mm f1.6 III

ดอกผักตบชวา ถ้าลงไปถ่ายใกล้ ๆ ได้มากกว่านี้คงจะดี

Wesley 33mm f1.6 III

ผีเสื้อฟ้า ตัวขนาดปลายนิ้วก้อย ถ่ายที่ระยะใกล้สุดของเลนส์คือ 18 เซ็นติเมตร เอฟ 1.6

Wesley 33mm f1.6 III

ภาพนี้คือตัดส่วนมาจากภาพบน จาก 6000 x 4000 เหลือ 1800 x 1200 พิกเซล แล้วย่ออีกที

Wesley 33mm f1.6 III

การถ่ายทอดสีสันในแสงยามเย็นกำลังสวยเลยครับ

Wesley 33mm f1.6 III

ถ่ายภาพแนวกิจกรรมหรือ event ก็พอได้ แต่ต้องถอยไกลนิดนึง

Wesley 33mm f1.6 III

แนวภาพอาหารบนโต๊ะก็พอไหว เอฟประมาณ 2.8-4

Wesley 33mm f1.6 III

น้ำผักผลไม้ปั่นเพื่อสุขภาพ เอฟ 1.6

Wesley 33mm f1.6 III

ถ่ายแนวสตรีทในโหมดขาวดำ

Wesley 33mm f1.6 III

แนวสถาปัตยกรรมในโหมดขาวดำ เอฟ 8

Wesley 33mm f1.6 III

แนวแคนดิด ระยะประมาณ 2-3 เมตร เอฟ 1.6

Wesley 33mm f1.6 III

รูปหมู่ แสงยามเย็น

Wesley 33mm f1.6 III

ภาพวิวไกล ๆ อ่าวประจวบฯ ยามเย็นในวันฟ้าครึ้ม เอฟ 8

Wesley 33mm f1.6 III

long exposure เอฟ 16 ดูแฉกไฟ

Wesley 33mm f1.6 III

ถ้าได้แสงดี ๆ จะช่วยให้ภาพดูมีมิติขึ้นมาก

Wesley 33mm f1.6 III

ภาพ silhouette ย้อนแสงยามเช้า

Wesley 33mm f1.6 III

เล่นโบเก้เป็นดวง ๆ

Wesley 33mm f1.6 III

ภาพจากกล้อง Olympus E-PL6 อัตราส่วน 4:3

Wesley 33mm f1.6 III

ย้อนแสงหน่อย ๆ มีความฟุ้งในบรรยากาศเล็กน้อย

Wesley 33mm f1.6 III

แมลงปอนี่ถ่ายได้สบาย ๆ ไม่ต้องต่อท่อมาโครเลย

 

ดูภาพตัวอย่างแบบไฟล์ใหญ่เต็ม ๆ ได้ที่ flickr ตามลิงค์ด้านล่างนี้เลยครับ

https://www.flickr.com/photos/poojee/albums/72157661296516828

 

Posted on

Fuji GA645 กับฟิล์มซอมบี้

Fujifilm GA645 Professional

ฟิล์มซอมบี้ที่ว่านี้ก็คือฟิล์มเก่าที่หมดอายุไปนานหลายปีแล้ว แต่ยังพอมีเนื้อฟิล์มที่ยังไวแสงอยู่ ไม่ถึงกับตายด้านไปซะทีเดียว อย่างไรก็ตาม เนื้อฟิล์มเก่ามันก็ไม่สดใสเท่าฟิล์มใหม่ ๆ สีสันก็จืดจางไปมาก คอนทราสต์เบาบางลางเลือน เอาไปใช้งานจริง ๆ จัง ๆ ไม่ได้แน่นอน แต่ถ้าถ่ายเอาแบบเล่นเล่น ๆ ล่ะก็พอได้ ต้องลุ้นกันนิดหน่อยว่าจะได้ภาพหรือไม่ สีจะซีดขนาดไหน

เรื่องของเรื่องก็คือ มีเพื่อนคนหนึ่งรู้ว่าผมเล่นกล้องฟิล์มเขาจึงได้ส่งฟิล์มเก่าเก็บมาให้กล่องนึง เป็นฟิล์มที่หมดอายุไปแล้วเป็นสิบปี นอกจากฟิล์ม 35mm แล้วก็มีฟิล์ม 120 มีเดียมฟอร์แมทมาด้วย แต่เจ้ากรรมกล้องมีเดียมฟอร์แมทแก่ ๆ ของผมมันเกิดเดี้ยงไปซะแล้ว ทีแรกกะว่าจะหาเช่ากล้องมาลองซักอาทิตย์นึง แต่บังเอิญมีรุ่นน้องคนนึงมีกล้องมีเดียมฟอร์แมทเก็บไว้ และเขากำลังจะมาทำงานที่ภูเก็ตพอดี ก็เลยขอยืมน้องเขามาเล่นสามสี่วัน กล้องที่ว่านี้ก็คือ Fujifilm GA645 Professional ที่เห็นในรูปนี่แหละครับ สภาพยังเหมือนใหม่อยู่เลย น้องเขาบอกผมว่าตอนซื้อมาเพิ่งได้ถ่ายไปสามม้วนเท่านั้น แล้วก็เก็บเข้ากรุยาวเลย เป็นโอกาสได้ทดสอบกล้องไปด้วยเลย

ไหน ๆ ก็ได้กล้องมาลองแล้ว ขอพูดถึงมันไว้นิดหน่อยละกัน สำหรับผม อารมณ์ของการใช้เจ้า GA645 นี่มันเหมือน ๆ กับพวกกล้องคอมแพ็คฟิล์ม 135 ที่เขากำลังฮิตกันอยู่นี่แหละ ที่บ้านเราชอบเรียกกันว่ากล้องปัญญาอ่อน หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า point and shoot คือยกขึ้นเล็งภาพแล้วกดอย่างเดียว ไม่ต้องปรับเปิบอะไรทั้งนั้น เพียงแต่ว่าตัวนี้มันจะเป็นกล้องปัญญาอ่อนที่มีขนาดรูปร่างใหญ่กว่ามาก เพราะมันเป็นกล้องมีเดียมฟอร์แมท ใช้ฟิล์มขนาดกลางที่เรียกว่า 120 ซึ่งมีความกว้างของฟิล์มประมาณ 6 เซ็นติเมตร กว้างกว่าฟิล์ม 35mm เกือบสองเท่า ทำให้ขนาดของบอดี้กล้องและเลนส์ใหญ่เกินกว่าจะเรียกว่าคอมแพ็คอย่างที่เข้าใจกันทั่ว ๆ ไปได้

แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ถ้าเทียบกับกล้องมีเดียมฟอร์แมทด้วยกันแล้ว GA645 ก็จัดว่ามีรูปร่างสเลนเดอร์มากแล้ว แม้จะไม่สามารถหย่อนใส่กระเป๋าเสื้อหรือกระเป๋ากางเกงไปไหนมาไหนได้ แต่ก็ใส่กระเป๋าสะพายหิ้วติดตัวไปเที่ยวได้ไม่ลำบากอะไร หรือห้อยคอเดินเล่นนาน ๆ ก็ได้สบาย ๆ น้ำหนักของมันก็ประมาณ 8 ขีดเท่านั้น ซึ่งเบากว่ากล้อง Canon 5D MKII ซะอีก

แม้ว่าหน้าตามันจะบ่งบอกชาติตระกูลความเป็นกล้องออโต้คอมแพ็ค แต่ชื่อรุ่นที่มีคำห้อยท้ายว่า Professional ก็ประกาศตัวอยู่แล้วว่ามีสายเลือดความเป็นมืออาชีพอยู่ด้วย นอกจากโหมด Program ที่กดอย่างเดียวเหมือนกล้องปัญญาอ่อนแล้ว ฟูจิยังมีโหมด M (Manual) และ A (Aperture priority) มาให้ด้วย เพียงพอสำหรับช่างภาพที่ต้องการควบคุมค่าการรับแสงด้วยตัวเองทั้งหมด

สำหรับเลนส์ที่ติดมากับกล้องตัวนี้คือ Fujinon 60mm f/4 ออโต้โฟกัส (เทียบได้กับเลนส์ 37mm สำหรับกล้องฟูลเฟรม 35mm) จัดว่าเป็นเลนส์ไวด์ปานกลาง โฟกัสได้ใกล้สุดที่ระยะ 0.7 เมตร เหมาะสำหรับสถานการณ์ทั่ว ๆ ไป เก็บภาพวิว เมือง สตรีท ท่องเที่ยว ฯลฯ เรื่องความคมนั้นหายห่วง ลองค้นดูภาพตัวอย่างที่ใช้ฟิล์มเกรดดี ๆ ตามเว็บรีวิวดูได้เลย

ขนาดภาพสำหรับกล้องตัวนี้คือ 6 x 4.5 เซ็นติเมตร ปกติจะเป็นภาพแนวตั้ง (portrait orientation) ถ้าจะถ่ายภาพแนวนอน (landscape orientation) ต้องถือกล้องตั้งขึ้น 90 องศา โดยฟิล์ม 120 หนึ่งม้วนจะถ่ายได้ 15 ภาพ เมื่อใส่ฟิล์มปิดฝาหลังแล้วกดชัตเตอร์หนึ่งครั้งฟิล์มจะโหลดไปที่ภาพแรกเอง มีระบบเลื่อนฟิล์มอัตโนมัติ ไม่มีระบบถ่ายภาพซ้อน และกรอฟิล์มกลับอัตโนมัติเมื่อถ่ายภาพสุดท้าย

คุณสมบัติอื่น ๆ เท่าที่ผมพอจะนึกได้และเพิ่มเติมไว้หน่อยก็คือ มีแฟลชในตัว พอช่วยได้ในสถานการณ์ที่แสงน้อยและใช้ฟิล์มไวแสงน้อย แต่ก็หวังผลได้ไม่มากเพราะแฟลชตัวเล็ก ๆ ที่เด้งจากหัวกล้องแบบนี้มีลำแสงอ่อนแอเกินกว่าจะให้ความสว่างได้ไกลพอสำหรับการใช้งานทั่ว ๆ ไป ช่องมองภาพขนาดใหญ่ใสแจ๋ว มองเห็นเต็มตา แสดงข้อมูลค่าการรับแสงและระยะโฟกัสอย่างชัดเจน สามารถตั้งเวลาถ่ายภาพตัวเองได้ สามารถตั้งค่าพิมพ์ข้อมูลวันเดือนปีและค่าการรับแสงลงบนฟิล์มได้โดยที่ข้อมูลนี้จะอยู่ที่ขอบเฟรมบริเวณนอกกรอบภาพด้วย

สรุปเลยละกันสำหรับกล้องตัวนี้ ผมเชื่อว่าเหมาะสำหรับผู้ที่ชอบถ่ายภาพสายสตรีทหรือท่องเที่ยวและต้องการภาพที่เต็มตาขนาดมีเดียมฟอร์แมท มีมิติของภาพเด่นชัดกว่าขนาดฟูลเฟรม 35mm เสียอีก และที่สำคัญต้องเป็นคนรักการถ่ายภาพด้วยฟิล์มด้วย

เอาล่ะครับ ด้วยกล้องและเลนส์ระดับนี้เชื่อว่าภาพที่ถ่ายออกมาคงพอใช้เป็นมาตรฐานในการทดสอบฟิล์มได้แน่นอน ฟิล์มที่ผมนำมาทดสอบนี้มีสองตัวคือ

  • ฟิล์มสีเนกาทีฟ 120 Kodak Portra 160VC หมดอายุ 10/2007
  • ฟิล์มสไลด์ 120 Fuji Provia 100F (RDP III) หมดอายุ 03/2007

ในการทดสอบฟิล์มสีเนกาทีฟ Kodak Portra 160VC ครั้งนี้ผมได้ชดเชยแสงเพิ่มไปอีก 2 สต็อป โดยเดาจากประสบการณ์ที่เคยลองฟิล์มสี 35mm ที่หมดอายุในปีเดียวกันมาก่อนแล้ว วิธีการชดเชยแสงก็คือการตั้งค่า ISO หลอกกล้องให้เป็น 40 แทนที่จะเป็น 160

ส่วนฟิล์มสไลด์นั้น เนื่องจากไม่เคยลองมาก่อน จึงตั้งค่า ISO แบบปกติ ตรงตามที่ฟิล์มระบุไว้คือ 100

และผลที่ได้ก็เป็นแบบนี้ครับ

 

Kodak Portra 160VC (10/2007) ชดเชยแสง +2 สต็อป ล้างฟิล์มปกติ

Kodak Portra 160VC outdate 2007-10

Kodak Portra 160VC outdate 2007-10

Kodak Portra 160VC outdate 2007-10

Kodak Portra 160VC outdate 2007-10

Kodak Portra 160VC outdate 2007-10

ต่อไปนี้เป็นภาพที่ใช้แฟลชหัวกล้องด้วยครับ

Kodak Portra 160VC outdate 2007-10

Kodak Portra 160VC outdate 2007-10

Kodak Portra 160VC outdate 2007-10

ก็พอได้นะครับสำหรับฟิล์มบูดสิบปี สีมันจะอมเขียวอมฟ้าหน่อย ๆ สีซีดนิด ๆ และหม่นหมองไปมากในที่แสงน้อย แต่แค่ถ่ายติดได้ภาพผมก็ดีใจมากแล้ว

 

Fuji Provia 100F (03/2007) ตั้ง ISO ปกติ ล้างตรงปกติ

120 Fuji Provia 100F (2007-03)

120 Fuji Provia 100F (2007-03)

 

120 Fuji Provia 100F (2007-03)

120 Fuji Provia 100F (2007-03)

120 Fuji Provia 100F (2007-03)

120 Fuji Provia 100F (2007-03)

120 Fuji Provia 100F (2007-03)

120 Fuji Provia 100F (2007-03)
ภาพนี้ใช้แฟลช

 

ภาพที่ได้มันดูเก๊าเก่า ราวกับถ่ายมาเป็นสิบปี สีซีด ๆ อมเขียวหน่อย ๆ คอนทราสต์ตุ่น ๆ ออกเป็นแนววินเทจโดยไม่ต้องใช้แอพแต่งภาพช่วย

สุดท้าย มีแถมนิดหน่อย เป็นภาพจากฟิล์มที่ค่อนข้างใหม่ คือเพิ่งหมดอายุไปเมื่อปีที่แล้วนี้เอง และเก็บฟิล์มในตู้เย็นมาตลอด น่าจะมีความสดใหม่พอสมควร เอามาลงให้ดูว่าถ้าใช้ฟิล์มใหม่ ๆ ถ่ายสีสันมันจะประมาณไหนครับ

 

Fuji PRO 160NS (2016)

120 Fuji Pro 160NS (2016)

120 Fuji Pro 160NS (2016)

120 Fuji Pro 160NS (2016)

ฟิล์มใหม่ ๆ มันก็ได้สีสันและคอนทราสต์สดใสอย่างนี้แหละ แต่ยังไงก็ยังมีเนื้อที่ดูแตกต่างจากภาพถ่ายด้วยกล้องดิจิตอลอยู่ดี

 

สุดท้ายนี้ก็ขอขอบคุณเพื่อนหลายคนที่มีส่วนในการทดลองเล่น ๆ ครั้งนี้ ทั้งเพื่อนที่ให้ฟิล์มมา รุ่นน้องที่ให้ยืมกล้อง เพื่อนที่พาไปเยี่ยมชมรีสอร์ทที่เขาหลัก ซึ่งเป็นสถานที่ลองฟิล์มเป็นส่วนใหญ่ ตลอดจน รปภ. สวนสาธารณะเขาโต๊ะแซะและพรีเซ็นเตอร์งานเปิดร้านอีเกียภูเก็ตที่ยอมเป็นแบบให้ลองกล้องด้วย  ขอให้ท่านผู้อ่านทั้งหลายได้รับความเพลิดเพลินและอรรถสาระจากการทดลองเล่นในครั้งนี้ด้วยนะครับ