Posted on

Fujian 35 เทียบกับรุ่นใหม่ 2016 Fujian 35mm F1.6 II

Fujian CCTV 35mm

ก่อนอื่นผมขอออกตัวไว้ก่อนว่าบทความนี้ไม่ใช่การ “รีวิว” นะครับ ไม่ได้เป็นการแนะนำสินค้าใหม่ ไม่ได้มาเชียร์หรือถล่มสินค้าใด ๆ เพราะผมไม่ได้มีความถนัดในการรีวิวสินค้า และไม่มีความพยายามมากพอในการแจกแจงรายละเอียดข้อดีข้อเสียของสินค้าเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการตัดสินใจซื้อหรือไม่ซื้อ เป็นเพียงการนำเลนส์ไปทดลองใช้งานตามประสาของคนถ่ายรูปแบบเรื่อยเปื่อย เปรียบเทียบกับเลนส์อีกตัวหนึ่งเพื่อให้เห็นความแตกต่าง นำเสนอในรูปแบบสบาย ๆ ให้อ่านกันเล่น ๆ เพลิน ๆ ไม่เหมาะแก่การนำไปอ้างอิงใด ๆ ทั้งสิ้นครับ

ด้วยบรรยากาศในการเขียนแบบนี้ ผมจึงขอเรียกบทความนี้ว่า “รีชิล” ละกัน โดยก่อนจะเริ่มเขียนผมก็เลือกหยิบเอาเลนส์ที่ต้องการเปรียบเทียบมาพิจารณานิดหน่อยว่ามีประเด็นอะไรที่น่าจะทดสอบบ้าง ก็จด ๆ ไว้ในกระดาษ จากนั้นก็หาเวลาเอาเลนส์ทั้งสองตัวไปทำการทดสอบเปรียบเทียบตามประเด็นที่ตั้งไว้ ประมาณสองสามครั้งก็ได้ภาพมาจำนวนหนึ่งที่พอเพียงต่อการนำเสนอเป็นบทความสั้น ๆ จากนั้นก็นำภาพที่ได้มาย่อให้เหมาะกับการแสดงในเว็บบล็อก โดยไม่มีการตกแต่งภาพเพิ่มเติม แล้วนำมาเรียบเรียงในบทความ มีคำบรรยายอีกนิดหน่อยตามสมควร

ครั้งนี้เป็นการเปรียบเทียบระหว่างเลนส์ Fujian 35mm F1.7 ซึ่งครองตลาดเลนส์ราคาประหยัดสำหรับกล้อง mirrorless มาอย่างยาวนาน กับเลนส์รุ่นใหม่ที่เพิ่งปล่อยออกมาในปีนี้ ตั้งชื่อกันมาว่า Fujian 35mm F1.6 เนื่องจากชื่อเดียวกัน ระยะเดียวกัน เอฟใกล้เคียงกัน จึงเกิดคำถามตามมาว่าต่างจากรุ่นเดิมอย่างไร

2016 New Fujian 35mm F1.6

Fujian 35mm F1.7

2016 New Fujian 35mm F1.6

ก่อนจะไปดูภาพทดสอบเปรียบเทียบ ลองมาดูความแตกต่างทางด้านกายภาพของเลนส์สองตัวนี้กันสักหน่อยดีกว่า

 

ขนาดและน้ำหนัก Fujian 35mm F1.7 2016 Fujian 35mm F1.6
เส้นผ่าศูนย์กลางบอดี้เลนส์ 43 มิลลิเมตร 50 มิลลิเมตร
ความสูง 47 มิลลิเมตร 39 มิลลิเมตร
น้ำหนัก 116 กรัม 109 กรัม

 

ดูจากภาพเลนส์ที่ต่อกับกล้องแล้ว รุ่นใหม่จะมีลักษณะแบนกว่า คล้ายเลนส์ที่เรียกกันว่า pancake ดูเล็กกะทัดรัด พกพาได้ง่ายกว่า แต่แหวนปรับโฟกัสก็แคบบางกว่ามาก ทำให้จับและหมุนโฟกัสได้ไม่ถนัดมือเท่าเลนส์ตัวใหญ่

สเกลบนตัวเลนส์

เลนส์รุ่นใหม่มีการพิมพ์เส้นชี้สเกล ตัวเลขสำหรับอ่านค่ารูรับแสง (F) และระยะโฟกัสไว้อย่างชัดเจน อ่านง่าย ในขณะที่เลนส์รุ่นเก่ามีตัวเลขให้แต่ไม่มีขีดตัวชี้มาให้ ต้องมาขีดเอาเอง แต่ทั้งสองรุ่นก็เป็นสเกลอย่างหยาบ ๆ พออ่านได้คร่าว ๆ จะเอาไปใช้เป็นค่าอ้างอิงในการทดสอบอย่างจริงจังไม่ค่อยได้หรอกครับ

ระยะโฟกัสใกล้ที่สุด

รุ่นเดิมพิมพ์ระยะใกล้สุดไว้บนเลนส์ 0.3 เมตร หรือเท่ากับ 30 เซ็นติเมตร แต่จากการทดสอบจริงจะได้ใกล้สุดประมาณ 35-40 เซ็นติเมตร ส่วนรุ่นใหม่ถ้าใส่แหวนยางรองท้ายเลนส์ก่อนจะใส่อแดปเตอร์ จะถ่ายได้ใกล้สุดที่ 35 เซ็นติเมตร ถือว่าใกล้เคียงกัน

การตั้งสเกลให้อยู่ด้านบนของกล้อง 

ชิ้นส่วนท้ายเลนส์ที่เป็นเม้าท์เกลียวโลหะสีเงินนั้น ออกแบบไว้ให้สามารถหมุนฟรีได้เกือบรอบ ทำให้เมื่อหมุนอแดปเตอร์เข้าท้ายเลนส์จนแน่นดีแล้วยังออกแรงหมุนต่อไปได้อีกหน่อย เพื่อปรับองศาให้ตัวชี้สเกลอยู่ในตำแหน่งด้านบนของกล้องได้ ในขณะที่เลนส์รุ่นเดิมเมื่อต่ออแดปเตอร์แล้วมันสุดเกลียวตรงไหนก็จะหยุดตรงนั้น บางครั้งสเกลบอกค่าเอฟและระยะโฟกัสก็ตกไปอยู่ด้านข้างหรือด้านล่างของกล้อง ไม่ค่อยสะดวกในการดูสเกลเวลาใช้งาน

 

เอาล่ะ ทีนี้ลองมาดูภาพทดสอบแบบเปรียบเทียบกันช็อตต่อช็อต บางรูปก็ใช้ขาตั้งเพื่อล็อคตำแหน่งกล้องให้อยู่ที่เดิมมากที่สุด แต่บางรูปก็ใช้ถือถ่ายด้วยมือปกติ มุมและระยะจะคลาดเคลื่อนไปบ้าง แต่ไม่มีผลต่อประเด็นที่ต้องการทดสอบในภาพนั้น ๆ เท่าไร มีคอมเมนท์เพิ่มเติมเขียนบรรยายไว้ใต้ภาพครับ

 

fujian 35mm f1.7

2016 new fujian 35mm f1.6

สองภาพนี้ถ่ายโดยใช้ขาตั้งกล้อง เปลี่ยนเลนส์โดยไม่เคลื่อนย้ายตำแหน่งของกล้อง เพื่อจะดูว่ามุมและระยะของภาพต่างกันหรือไม่

 

fujian 35mm f1.7

2016 fujian 35mm f1.6

เปิดเอฟกว้างสุดเพื่อเปรียบเทียบการละลายฉากหลัง

 

Fujian 35mm F1.7

2016 New Fujian 35mm F1.6 II

ลองเปิดเอฟกว้างสุดทั้งคู่ ถ่ายในห้องที่แสงคงที่ เพื่อดูว่า F1.6 กับ F1.7 จะได้ความเร็วชัตเตอร์ต่างกันหรือไม่

 

Fujian 35mm F1.7

2016 New Fujian 35mm F1.6 II

เปรียบเทียบที่ค่าเอฟกลาง ๆ ประมาณ 5.6 – 8

 

Fujian 35mm F1.7

 

2016 New Fujian 35mm F1.6 II

แนวสีหวาน ๆ ตัดกับสีท้องฟ้าเวลาแดดจัด

 

Fujian 35mm F1.7

2016 New Fujian 35mm F1.6 II

แสงอุ่น ๆ สไตล์ภาพหุ่นนิ่ง

 

Fujian 35mm F1.7

2016 New Fujian 35mm F1.6 II

สองรูปนี้แม้ว่าจะถ่ายต่อเนื่องกัน แต่แค่เวลาสั้น ๆ ที่สภาพแสงเปลี่ยนไป เมฆที่บังแสงแดดเคลื่อนออกไปนิดเดียวก็มีผลให้สีสันในภาพแตกต่างกันอย่างชัดเจน ทำให้เห็นเลยว่าสภาพแสงมีผลต่อภาพมาก ในขณะที่การเปลี่ยนเลนส์มีผลแค่เล็กน้อยเท่านั้นเอง

 

Fujian 35mm F1.7

2016 New Fujian 35mm F1.6 II

ถ้าถ่ายในที่ร่ม สภาพแสงจะไม่ต่างกันเท่าไร การถ่ายทอดสีสันก็จะใกล้เคียงกันมาก

 

Fujian 35mm F1.7

2016 New Fujian 35mm F1.6 II

คุณสมบัติเฉพาะของเลนส์ Fujian คือขอบภาพจะเบลอ เนื่องจากวงภาพที่ใช้งานได้จริง ๆ มันเล็กกว่าขนาดเซ็นเซอร์ของกล้อง ส่วนที่เกินจากวงภาพใช้งานจริงแม้จะไม่ติดขอบมืด แต่ก็ได้แค่ภาพเบลอ ๆ รุ่นใหม่ก็ยังเป็นเหมือนกัน

 

Fujian 35mm F1.7

2016 New Fujian 35mm F1.6 II

เปรียบเทียบดูขอบภาพอีกที รูปนี้ถ้าเป็นเลนส์มาตรฐานทั่วไปขอบภาพจะไม่เบลอขนาดนี้

 

Fujian 35mm F1.7

2016 New Fujian 35mm F1.6 II

เปรียบเทียบลักษณะโบเก้ มีอาการวนเล็กน้อย

 

Fujian 35mm F1.7

2016 New Fujian 35mm F1.6 II

อาการแฟลร์เป็นวงโดนัทที่เกิดขึ้นได้บ่อยสำหรับ Fujian 35 รุ่นเดิม ในรุ่นใหม่ดูเหมือนจะดีขึ้นเยอะครับ

 

Fujian 35mm F1.7

2016 New Fujian 35mm F1.6 II

ถ้าถ่ายย้อนแสงตรง ๆ เลนส์ส่วนใหญ่หนีไม่พ้นต้องเกิดอาการเป็นฟุ้งเป็นแฟลร์กันทั้งนั้น แต่ลักษณะและความรุนแรงอาจจะต่างกันไปบ้าง

 

Fujian 35mm F1.7

2016 New Fujian 35mm F1.6 II

อาการแฟลร์นี่เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยาก มันจึงเป็นเรื่องสนุกสำหรับช่างภาพบางคนที่ชอบเอาแฟลร์มาเล่นในภาพ

 

Fujian 35mm F1.7

2016 New Fujian 35mm F1.6 II

ลากันไปด้วยภาพนี้ล่ะครับ ขอให้มีความสุขกับการถ่ายภาพ ใช้เลนส์ได้คุ้มค่า ถ่ายสนุกได้ภาพอย่างใจนะครับทุกท่าน

 

Posted on

Zenit ET ทน ถึก บึกบึน

Zenit ET

Zenit ET กล้องฟิล์ม 35mm SLR สัญชาติรัสเซีย เคยอยู่ในสายการผลิตอย่างยาวนานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 ถึง 2536 มียอดการผลิตประมาณ 3 ล้านตัว มีเวอร์ชั่นต่าง ๆ อีกมาก แต่ทำมาจากบล็อคอันเดียวกันทั้งหมด ถ้านับรวมตั้งแต่ต้นตระกูลของมันด้วย คือ Zenit E และ Zenit EM จะมีจำนวนที่ถูกผลิตออกมาประมาณ 12 ล้านตัว

กล้องในซีรี่ส์ Zenit E นี้เป็นกล้องถ่ายรูปที่ทั้งทน ถึก และบึกบึน มีกลไกพื้น ๆ เท่าที่จำเป็นเท่านั้น มันจึงเป็นกล้องที่ไม่ค่อยจะเสียง่าย ๆ เพราะไม่ค่อยมีอะไรจะให้เสีย สอดคล้องกับปรัชญาการผลิตของสหภาพโซเวียตที่ว่า มีกล้องถึก ๆ ในราคาที่หาซื้อได้ง่ายดีกว่าไม่มีกล้องให้ใช้เลย

Zenit ET เป็นรุ่นที่ทางโรงงานพยายามจะพัฒนาต่อจากรุ่น Zenit EM ให้ดูทันสมัยมากขึ้น แต่ในช่วงแรก ๆ ที่ผลิตโดยโรงงานที่เรียกย่อ ๆ ว่า KMZ นั้น แทบจะไม่แตกต่างจากรุ่น EM เลย จะต่างกันเล็กน้อยก็แค่รูปแบบฟอนต์ที่พิมพ์บนกล้องและการออกแบบแป้นหมุนใหม่เท่านั้น

ต่อมาได้ย้ายการผลิตมาที่โรงงานอีกแห่งหนึ่ง เรียกกันว่า MMZ-BeLomo และก็ยังคงใช้โครงบอดี้อันเดิม กลไกการทำงานต่าง ๆ ก็เหมือนเดิม เพียงแต่ใช้ชิ้นส่วนที่เป็นพลาสติคมากขึ้น เช่น ฝาครอบด้านบน ฝาครอบด้านล่าง ก้านเลื่อนฟิล์ม เป็นต้น

กล้องตัวที่ผมได้มาลองเล่นครั้งนี้ติดมาพร้อมกับเลนส์ Helios 44M-4 มันเป็นกล้องรุ่นหลัง ๆ ที่ผลิตโดย MMZ-BeLomo ที่ปัจจุบันอยู่ในประเทศเบลารุส (Belarus) ซึ่งได้แยกตัวออกมาจากสหภาพโซเวียตแล้ว เป็นรุ่นที่ไม่มีระบบวัดแสง ปรับความเร็วชัตเตอร์ได้หกระดับคือ 1/30, 1/60, 1/125, 1/250, 1/500 วินาที และ B มีปุ่มปลดล็อคสำหรับกรอฟิล์มอยู่ด้านบนตรงใต้ปุ่มชัตเตอร์ มีช่องเสียบสายซิงค์สำหรับแฟลช และมีระบบลานถ่ายภาพหน่วงเวลา (self timer)

น้ำหนักกล้องเฉพาะบอดี้ประมาณ 550 กรัม รวมเลนส์ด้วยก็ประมาณ 800 กรัม

ผมเองเคยใช้กล้อง Zenit มาก่อนในสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เป็นรุ่นที่มีระบบวัดแสงแบบเข็ม ผมจำชื่อรุ่นไม่ได้แล้วแต่เดาว่าน่าจะเป็น Zenit TTL เพราะมันเป็นรุ่นที่มีระบบวัดแสงแบบนี้และรูปทรงกล้องก็เหมือนกันเลย ตอนนั้นผมซื้อต่อมาจากอาจารย์ที่สอนวิชาการถ่ายภาพวารสารศาสตร์ (photojournalism) ในราคาหนึ่งพันบาท นับเป็นกล้องตัวแรกของผมเลย หลังจากใช้ถ่ายงานส่งอาจารย์แล้วก็ไม่ค่อยได้ใช้อีกเท่าไหร่เพราะไม่ค่อยมีเงินค่าฟิล์มและค่าล้าง

แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งตอนไปเที่ยวภูหลวงกับเพื่อนในคณะ ผมเอากล้องตัวนี้ไปด้วย จำได้ว่าเพื่อน ๆ ทั้งในกลุ่มและนอกกลุ่มสะดุดตากับกล้องในมือผมกันมาก เพราะตอนนั้นคนอื่นเขาใช้กล้องรุ่นใหม่ ๆ ที่ทันสมัยกว่าเยอะแล้ว ยิ่งถ้าได้ยินเสียงตอนกดชัตเตอร์ด้วยแล้ว จะต้องหันมาดูกันเป็นแถว เพราะมันดังสนั่นเกินหน้าเกินตาชาวบ้านไปมาก รูปร่างรูปทรงก็ดูโบราณคร่ำครึ บางคนถึงกับเอ่ยปากบอกเลยว่ากล้องผมนั้นดูคลาสสิคมาก ผมก็ไม่แน่ใจว่าเขาชมหรืออยากจะบอกว่าเชยกันแน่ ถ้าเป็นยุคนี้ก็คงถูกเรียกว่า hipster ไปแล้วล่ะ

การได้กลับมาจับกล้องยี่ห้อนี้อีกครั้งมันเหมือนกับได้สัมผัสกับเศษเสี้ยวบางส่วนของความทรงจำในอดีต ผมเอามาใส่ฟิล์มและลองเอามาถ่ายทดสอบดูว่ายังใช้ได้หรือเปล่า อยากจะลองดูว่ากล้องที่มีกลไกพื้น ๆ กับความเร็วชัตเตอร์สูงสุดแค่ 1/500 วินาที จะให้ความรู้สึกในการถ่ายภาพเป็นอย่างไร

เอาล่ะครับ อารัมภบทมาพอสมควรแล้ว มาดูกันเลยดีกว่าว่าเจ้า Zenit ET ตัวนี้ใช้ยังไง และได้ภาพมาเป็นอย่างไรบ้าง ผมเปลี่ยนเอาเลนส์เดิมของมันออกแล้วใส่เลนส์ Helios 77M-4 ซึ่งใหม่กว่า เลือกใช้ฟิล์มพื้น ๆ อย่าง Kodak Colorplus 200 ในการทดสอบ

 

Zenit ET
ปุ่มแป้นพื้นฐาน ปุ่มปลดล็อคสำหรับกรอฟิล์มอยู่ใต้ปุ่มชัตเตอร์

 

การใส่ฟิล์มหรือโหลดฟิล์ม

Zenit ET - load film
ดึงแกนกรอฟิล์มขึ้นเพื่อเปิดฝาหลังกล้อง

 

เปิดฝาหลังกล้องด้วยการดึงก้านกรอฟิล์มขึ้น วางกลักฟิล์มลงในช่องทางซ้ายโดยให้ด้านที่มีแกนยื่นออกมาหันลงด้านล่าง ดันก้านกรอฟิล์มกลับลงมาในตำแหน่งปกติ มันจะเข้าล็อคกับแกนกลางของกลักฟิล์ม จากนั้นก็ดึงหัวฟิล์มออกมาให้ยาวเลยแกนฟิล์มทางด้านขวาเล็กน้อย เสียบหัวฟิล์มลงในร่องบนแกนรับฟิล์มและจับให้รูหนามเตยบนแผ่นฟิล์มเข้าร่องกับฟันเฟืองด้านล่าง

Zenit ET - load film
สาธิตการใส่ฟิล์มด้วยฟิล์ม Lucky 100

 

ดันก้านเลื่อนฟิล์มไปหนึ่งรอบ ให้รูหนามเตยเข้าร่องกับฟันเฟืองทั้งด้านบนและด้านล่าง ใช้นิ้วดันเฟืองไปทางขวาเล็กน้อยพอให้แผ่นฟิล์มตึงเรียบ ปิดฝาหลังกล้องแล้วกดชัตเตอร์ทิ้งหนึ่งครั้ง ดันก้านเลื่อนฟิล์มไปจนสุดอีกหนึ่งครั้งแล้วหมุนแป้นนับเฟรมที่อยู่บนแกนของก้านเลื่อนฟิล์มไปอยู่ที่เลข 0

ถึงตอนนี้กล้องก็พร้อมแล้วสำหรับการถ่ายภาพแรก แต่ภาพแรกนี้ถ่ายแล้วอาจจะได้ภาพมาไม่เต็มเฟรมเพราะฟิล์มบางส่วนโดนแสงไปแล้วตอนที่เราใส่ฟิล์ม เราเรียกภาพแรกที่ได้ภาพไม่เต็มเฟรมนี้ว่า ภาพหัวฟิล์ม

หัวฟิล์ม
ตัวอย่างภาพจากหัวฟิล์ม

การเลื่อนฟิล์ม

กล้องฟิล์มโบราณแบบนี้มันจะไม่เลื่อนฟิล์มให้โดยอัตโนมัติ ดังนั้นทุกครั้งที่เราจะถ่ายภาพเฟรมใหม่ต้องเลื่อนฟิล์มก่อนเสมอ ถ้าลืมเลื่อนฟิล์มจะกดชัตเตอร์ไม่ลง

การวัดแสงและการตั้งค่า

ในการถ่ายภาพแต่ละภาพเราต้องตั้งค่าการรับแสงเองทั้งหมด แถมกล้องรุ่นนี้ไม่มีระบบวัดแสงในตัวด้วย จึงต้องอาศัยอุปกรณ์วัดแสงภายนอกวัดค่าแสงมาก่อน แล้วเอาค่านั้นมาตั้งค่ารูรับแสงและความเร็วชัตเตอร์ให้สัมพันธ์กัน

อุปกรณ์วัดแสงที่สะดวกที่สุดสำหรับยุคนี้ก็คือสมาร์ทโฟนนี่แหละครับ ดาวน์โหลดแอ๊พวัดแสงมาใช้เลย ที่ผมใช้อยู่ก็คือ Lightmeter (David Quiles) ซึ่งมีทั้งแบบฟรีและแบบเสียเงิน ถ้าแบบเสียเงินก็จะไม่มีโฆษณามาแทรกให้รำคาญและใช้งานได้ไม่มีการสะดุด

หรือถ้ามีกล้องดิจิตอลอยู่ด้วยก็ใช้กล้องดิจิตอลช่วยในการวัดแสงก็ได้

ไม่ว่าจะใช้อะไรในการวัดแสงเราต้องตั้งค่าความไวแสงของอุปกรณ์ที่ใช้วัดให้ตรงกับค่าความไวแสงของฟิล์มที่ใช้ก่อน อย่างการทดสอบที่ผมทำนี้ใช้ฟิล์มความไวแสง 200 เมื่อทำการวัดแสงโดยการเล็งอุปกรณ์วัดแสงไปทางวัตถุที่ต้องการถ่ายภาพ จะได้ผลลัพธ์เป็นค่าตัวเลขสองค่าคู่กันคือ ความเร็วชัตเตอร์กับขนาดรูรับแสง เช่น 1/250 วินาทีกับ F/8 สองค่านี้เป็นค่าการรับแสงที่เราสามารถปรับเปลี่ยนให้ได้ผลของการรับแสงมีความสว่างเท่าเดิมแต่ผลลัพธ์ในภาพแตกต่างกัน เช่น ปรับเป็น 1/500 วินาทีกับ F/5.6 จะได้ภาพที่มีความชัดตื้นขึ้น (ฉากหลังจะเบลอมากขึ้น) หรือปรับเป็น 1/125 วินาทีกับ F/11 จะได้ภาพที่มีความชัดลึกมากขึ้น (ฉากหลังชัดมากขึ้น)

ผมขอข้ามเรื่องยุ่ง ๆ เกี่ยวกับค่าการรับแสงไปก่อนดีกว่านะครับ ท่าทางมันจะยืดยาวเยิ่นเย้นเกินไปซะแล้ว เอาไว้มีโอกาสจะเขียนถึงเรื่องนี้โดยเฉพาะอีกที

การกรอฟิล์ม

ปกติฟิล์ม 35mm หนึ่งม้วนจะถ่ายได้ 36 ภาพ แต่บางครั้งเราอาจจะถ่ายได้ถึงภาพที่ 37 หรือ 38 ถ้ายังมีเนื้อฟิล์มเหลือในกลักมากพอ แต่ก็ไม่ควรฝืนดันก้านเลื่อนฟิล์มถ้าฟิล์มหมดแล้ว วิธีสังเกตุคือหลังจากกดชัตเตอร์เฟรมที่ 36 แล้วให้ดันก้านเลื่อนฟิล์มเบา ๆ ถ้ารู้สึกว่ามันตึงมือกว่าปกติก็ปล่อย อย่าฝืนออกแรงดันต่อไปมิฉะนั้นฟิล์มอาจจะขาดได้

กล้อง 35mm SLR ส่วนใหญ่จะมีปุ่มปลดล็อคฟิล์มอยู่ด้านใต้บอดี้ แต่กล้อง Zenit ตัวนี้จะอยู่ที่ใต้ปุ่มชัตเตอร์ ลักษณะเป็นบ่าวงกลมรอบแกนปุ่มชัตเตอร์ ให้กดบ่านึ้ลงไปแล้วดันก้านหมุนสำหรับกรอฟิล์มให้หงายขึ้น หมุนก้านกรอฟิล์มตามเข็มนาฬิกาหรือตามลูกศรบนแป้น หมุนไปจนกระทั่งรู้สึกได้ว่าหัวฟิล์มนั้นหลุดออกจากแกนทางด้านขวา และให้หมุนต่อไปอีกสองสามรอบเพื่อให้แน่ใจว่าหัวฟิล์มถูกดึงเข้าไปอยู่ในกลักฟิล์มทั้งหมดแล้ว จึงค่อยดึงแกนกรอฟิล์มขึ้นด้านบนเพื่อเปิดฝาหลังกล้องเอากลักฟิล์มออกมา

ฟิล์มที่เราถ่ายไว้ทั้งหมดจะถูกม้วนเก็บไว้ในกลักฟิล์มอย่างเรียบร้อย ไม่โดนแสงอีก เราก็ส่งกลักฟิล์มนี้ไปให้แล็บทำการล้างฟิล์ม และส่วนใหญ่ก็มักจะให้ทางแล็บสแกนฟิล์มเป็นไฟล์ภาพมาในแผ่นซีดีให้ด้วยเลย จะได้เปิดดูภาพในคอมพิวเตอร์ได้ ถ้าอยากจะพิมพ์ภาพ (อัดขยายภาพ) ออกมาเป็นภาพบนกระดาษก็ค่อยเอาฟิล์มไปให้แล็บพิมพ์ภาพให้อีกที

การใช้งานกล้องฟิล์ม SLR แบบพื้น ๆ ก็มีประมาณนี้ ถ้าเป็นกล้องยี่ห้ออื่นรุ่นอื่นที่เป็นระบบ manual ล้วน ๆ ก็จะคล้าย ๆ กัน อาจจะมีอะไรแตกต่างไปบ้างตามการออกแบบในแต่ละรุ่น ก็ควรศึกษาจากคู่มือการใช้กล้องรุ่นนั้น ถ้าไม่มีก็หาอ่านคู่มือในเว็บก็ได้

เอาล่ะ ทีนี้เรามาดูภาพที่ได้จากการทดสอบครั้งนี้กันหน่อย ผมส่งฟิล์มไปล้างและสแกนที่กรุงเทพฯ ส่งทางไปรษณีย์และรอทางแล็บแจ้งให้โอนเงิน จากนั้นเขาจะส่งฟิล์มที่ล้างแล้วพร้อมกับแผ่นซีดีบันทึกไฟล์ภาพที่สแกนแล้วกลับมาให้ที่บ้าน ก็ถือว่าสะดวกดีในยุคที่ต่างจังหวัดหาที่ล้างฟิล์มไม่ค่อยจะได้แล้ว ภาพที่ได้ส่วนใหญ่แสงโอเวอร์ สว่างเกินไป อาจจะเกิดจากการวัดแสงผิดพลาดบ้างเพราะบางครั้งผมก็ใช้วิธีกะเอาเอง ไม่ได้ใช้แอ๊พวัดแสงตลอด

helios 77m + kodak colorplus 200

helios 77m + kodak colorplus 200

helios 77m + kodak colorplus 200

helios 77m-4 + kodak colorplus 200

helios 77m-4 + kodak colorplus 200

helios 77m-4 + kodak colorplus 200

helios 77m-4 + kodak colorplus 200

helios 77m-4 + kodak colorplus 200

helios 77m-4 + kodak colorplus 200

helios 77m-4 + kodak colorplus 200

helios 77m-4 + kodak colorplus 200

helios 77m-4 + kodak colorplus 200

helios 77m-4 + kodak colorplus 200

helios 77m-4 + kodak colorplus 200

helios 77m-4 + kodak colorplus 200

สรุปว่ากล้องถึก ๆ สไตล์รัสเซียนก็ยังใช้การได้ดี แม้จะมีข้อจำกัดเรื่องความเร็วชัตเตอร์ที่มีให้เลือกใช้น้อยไปหน่อย แต่ถ้าเลือกถ่ายในสภาพแสงที่เหมาะสมกับความไวแสงของฟิล์มที่ใช้ ก็พอได้ภาพสวย ๆ อารมณ์แบบฟิล์มแท้ ๆ ได้เหมือนกัน เหมาะสำหรับท่านที่สนใจอยากมีประสบการณ์กับฟิล์มในราคาสบาย ๆ เล่นจนเบื่อแล้วยังเอาตั้งบนตู้โชว์เป็นของแต่งบ้านสไตล์วินเทจได้อีกด้วย