Posted on

จากงานอดิเรกมาเป็นช่างภาพอาชีพได้อย่างไร

โลกวันนี้เต็มไปด้วยภาพถ่ายจำนวนมหาศาล ดาษดื่นอยู่ทั่วไปในโซเชี่ยล กล้องและอุปกรณ์ถ่ายภาพก็พัฒนาก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ จนคนทั่วไปก็สามารถยกกล้องหรือโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายภาพเหตุการณ์หรือวิวตรงหน้าออกมาได้คมชัดและสวยงามโดยไม่ยากเย็นอะไร กระทั่งเริ่มมีคนสงสัยกันบ้างแล้วว่าอาชีพช่างภาพจะยังคงมีอยู่ต่อไปอีกนานเท่าไหร่หนอ

บังเอิญวันนี้ได้อ่านบทความในเว็บนอกเรื่องหนึ่ง เป็นตัวอย่างที่ดีในการพัฒนางานอดิเรกให้เป็นงานอาชีพขึ้นมาได้จริง ๆ อาจจะเป็นประโยชน์แก่พี่น้องผู้รักการถ่ายภาพทั้งมือใหม่มือเก่าได้บ้าง จึงคิดว่าอยากจะแปลแบบสรุป ๆ มาให้ได้อ่านกันสักหน่อย

บทความนี้ชื่อว่า “ผมค้นพบจุดขายในอาชีพช่างภาพได้อย่างไร” เขียนโดย Alastair Philip Wiper ซึ่งเป็นช่างภาพสัญชาติอังกฤษ ทำงานอยู่ที่เดนมาร์ก รับงานถ่ายภาพเฉพาะทางเกี่ยวกับอุปกรณ์ยักษ์ ๆ ทางด้านวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรม ในที่ต่าง ๆ ทั่วโลก เป็นตลาดเฉพาะที่คนทั่วไปคิดไม่ถึงว่าจะทำเป็นอาชีพได้ เรื่องของเขาอาจเป็นการจุดประกายให้เราหัดคิดนอกกรอบดูบ้างก็ได้

เขาเขียนเล่าไว้ในบล็อกว่า เมื่อห้าปีก่อนเขาตัดสินใจที่จะเปลี่ยนงานอดิเรกให้เป็นอาชีพ ซึ่งเขาก็ถามตัวเองมาตลอดว่าจะทำได้อย่างไร และนี่คือคำตอบ ซึ่งมันไม่ใช่แนวทางของการเทิร์นโปรอย่างที่เรามักจะคิดถึงกันเลยแม้แต่น้อย

เขาเริ่มถ่ายภาพตอนที่ยังทำงานเป็นกราฟฟิคดีไซน์เนอร์ในบริษัทค้าเสื้อผ้าแห่งหนึ่งในเดนมาร์ก ประมาณปี 2549 พ่อของเขาได้ให้กล้องเป็นของขวัญวันเกิด พอดีที่บริษัทไม่มีช่างภาพประจำ เขาจึงต้องรับหน้าที่ถ่ายภาพทุกอย่างตั้งแต่แคตตาล็อก แฟชั่น การเดินแบบ ฯลฯ ทำให้ได้เรียนรู้เทคนิคและแนวทางต่าง ๆ ในการถ่ายภาพอย่างมาก และเขาก็ชอบมันด้วย

ช่วงหนึ่งเขาเริ่มซื้อกล้องฟิล์มราคาถูกและสร้างห้องมืดสำหรับล้างฟิล์มในอพาร์ทเม้นท์ที่ตัวเองอยู่ แม้ว่าทุกวันนี้เขาจะไม่ค่อยได้ถ่ายด้วยฟิล์มแล้วก็ตาม แต่มันสอนให้เขาได้เรียนรู้อะไรมากมายทีเดียว นอกจากนี้เขายังได้สร้างบล็อกส่วนตัวขึ้นมาและพยายามโพสต์รูปให้ได้วันละหนึ่งรูป (นั่นมันก่อนที่จะมีอินสตาแกรมเกิดขึ้น) จนกระทั่งมีงานแสดงภาพของตัวเองเป็นครั้งแรกในปี 2553 ซึ่งเป็นงานภาพขาวดำที่เขาล้างอัดขยายภาพด้วยตัวเองทั้งหมด

ก็ช่วงนั้นเองที่เขาตัดสินใจที่จะหาเลี้ยงชีพด้วยการถ่ายภาพ ปัญหาก็คือ เขาไม่รู้จะเริ่มยังไง เขาเพิ่งมีลูกและต้องการมีอาชีพที่ดีพอสำหรับตัวเองและครอบครัว เขาใช้เวลาอย่างมากในการคิดหาคำตอบในเรื่องนี้

แล้ววันหนึ่งประกายแสงแห่งคำตอบก็อุบัติขึ้น เขาเกิดสะดุดกับผลงานของช่างภาพรุ่นเก่าสองคนที่ถ่ายภาพงานด้านอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในช่วงปี คศ. 1950-1960 เขาตื่นเต้นไปกับผลงานภาพโรงกลั่นน้ำมันและโรงงานขนาดยักษ์เหล่านั้น แล้วโลกใบใหม่ก็เปิดตัวขึ้น ณ บัดนั้น เขาตระหนักได้ในทันทีว่าเขาต้องการถ่ายภาพของสิ่งเหล่านี้ และต้องการค่าจ้างงาม ๆ จากลูกค้าที่มีงบประมาณก้อนโตเหล่านั้นด้วย

หลังจากนั้นเขาก็ทุ่มเททุกอย่างให้กับเป้าหมายใหม่ของชีวิต แต่เขายังไม่มีตัวอย่างผลงาน (portfolio) แบบนั้นอยู่เลย จึงต้องสร้างมันขึ้นมาก่อน ด้วยการลดเวลาการทำงานประจำลงเหลือเป็นงานพาร์ทไทม์ และหาหนทางเข้าไปถ่ายภาพในสถานที่ประกอบการด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ เท่าที่จะทำได้ และได้พบว่ามันไม่ง่ายเอาซะเลย เขาเคยโทรไปหาบริษัทผลิตรถยนต์เพื่อขอเข้าไปถ่ายรูปในโรงงาน แต่คำตอบที่ได้กลับเป็นการปฏิเสธด้วยเสียงหัวเราะเยาะเย้ย

แต่ในที่สุดเขาก็ฟันฝ่ามาได้ถึงจุดหนึ่ง เขาได้มีโอกาสถ่ายภาพในโรงพิมพ์ขนาดเล็กแห่งหนึ่งซึ่งเป็นของเพื่อนของเพื่อนของญาติคนหนึ่ง และต่อมาเขาก็หาทางติดต่อกับสถาบัน CERN ในสวิตเซอร์แลนด์ (ผู้สร้างเครื่องชนอนุภาคแฮดรอนขนาดใหญ่) และผลงานที่น่าพอใจส่วนใหญ่ของเขาเกิดขึ้นในช่วงระหว่างการสร้าง portfolio นี้เอง

หลังจากการทดลองอยู่นิดหน่อย เขาก็ค้นพบสไตล์ที่ชอบของตัวเองในการถ่ายภาพสิ่งเหล่านี้ มันเกิดขึ้นเองโดยที่เขาไม่รู้สึกว่าต้องฝืนตัวเองมากนัก เหมือนกับที่ช่างภาพรุ่นเก่าคนหนึ่งเคยบอกกับเขาว่า เวลาถ่ายภาพเราควรจะรู้สึกสบาย ๆ ไม่ฝืนหรือยากลำบากเกินไป ถ้ามีบางสิ่งผิดที่ผิดทางเกิดขึ้น คุณก็ควรจะปรับเปลี่ยนกระบวนการได้แล้ว มันไม่ได้แปลว่าเราไม่ต้องใช้ความพยายามในการถ่ายภาพแต่ละครั้ง แต่มันหมายถึงความรู้สึกที่บ่งบอกว่า “ใช่” ต่างหาก

ปลายปี 2555 เขามีงานมากพอที่จะเปิดตัวเว็บไซต์ และได้พิมพ์งาน portfolio ออกมา จากนั้นก็เริ่มยกหูโทรศัพท์ออกหางาน เขาพยายามติดต่อทุกคนที่เขาสามารถนำเสนอผลงานให้ดูได้ ทั้งบรรษัทธุรกิจ นิตยสาร นักออกแบบ เอเยนซี่โฆษณา ฯลฯ มันไม่ง่ายเลย และเขาก็ไม่สนุกกับเรื่องนี้สักเท่าไหร่ด้วย แต่ก็ประสบผลสำเร็จอยู่บ้าง เขาได้พูดคุยกับนิดยสารชื่อดังอย่าง Wired และ Wallpaper และเริ่มได้รับค่าคอมมิชชั่นจากงานที่ขายได้บ้าง

ในระหว่างนั้น เขาก็ค่อย ๆ หลงใหลไปกับสิ่งที่เขาถ่าย ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เป็นเด็กที่ชอบวิทยาศาสตร์มาก่อนเลย แต่การได้เข้าไปเห็นเบื้องหลังของสิ่งประดิษฐ์อันอัศจรรย์เหล่านี้ ได้รู้ว่ามีคนสร้างมันขึ้นมาด้วยแนวคิดหลุดโลกเพื่อหาคำตอบบางอย่างหรือแก้ปัญหาบางเรื่อง เขารู้สึกเป็นคนที่โชคดีที่สุดในโลกคนหนึ่งที่ได้รับรู้เรื่องราวเหล่านี้ ภาพถ่ายเป็นเพียงเรื่องรอง ๆ แต่เรื่องราวของมันต่างหากที่เขารู้สึกหลงรัก

และนั่นก็คือหัวใจสำคัญของเรื่อง เขาเชื่อว่าปัจจัยสำคัญสำหรับช่างภาพที่ประสบความสำเร็จคือ คุณต้องหลงใหลในสิ่งที่คุณถ่าย ความสนใจต่อ “การถ่ายภาพ” เพียงอย่างเดียวไม่ทำให้คุณเป็นช่างภาพที่ดีได้ แต่ความสนใจอย่างจริงจังในสิ่งที่คุณถ่ายต่างหากที่สำคัญกว่า

ในอดีตเขาเคยหิ้วกล้องเที่ยวไปในวันหยุด มองหาสิ่งที่ต้องการถ่ายอยู่เสมอ เขกกะโหลกตัวเองเวลาที่พลาดช็อตเด็ดภาพของชายชราหรือวิวที่สุดยอดไป แต่ทุกวันนี้ ในวันหยุดพักผ่อนแม้แต่กล้องดี ๆ สักตัวเขายังไม่พกไปด้วยเลย แต่เขากลับรู้สึกสนุกกับวันหยุดได้มากขึ้น

การเจาะจงให้แคบลงในสิ่งที่จะถ่ายเท่ากับเปิดโอกาสให้เขาสำรวจตรวจสอบสิ่งนั้นได้มากขึ้น รวมไปถึงกระบวนการถ่ายภาพของเขาด้วย มันเหมือนการปลดปล่อยให้เกิดอิสระอย่างเต็มที่

ในตอนท้ายของบทความเขาได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับอุปกรณ์และการเป็นช่างภาพในยุคนี้ไว้อย่างน่าสนใจ ผมขอสรุปให้สั้น ๆ ก็พอนะครับ

ในงานถ่ายภาพเชิงพาณิชย์ที่มีงบประมาณอย่างหรูและมีเวลาเหลือเฟือ เขาใช้กล้องหลายตัว เลนส์พิเศษหลายชนิด การจัดแสง ผู้ช่วยช่างภาพ ฯลฯ คือใช้มันทุกอย่างเพื่อให้ได้ภาพอย่างที่ต้องการ แต่ส่วนใหญ่แล้วเวลาถ่ายภาพโรงงานหรือเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ เขามักจะทำงานคนเดียว ภายใต้เงื่อนไขเวลาอันแสนจำกัด เขาเกลียดการแบกอุปกรณ์ไปเยอะ ๆ เกลียดการเปลี่ยนเลนส์บ่อย ๆ และเกลียดการที่ต้องมานั่งคิดว่าจะใช้เลนส์อะไรหรืออุปกรณ์ตัวไหนสำหรับการถ่ายภาพในแต่ละครั้ง

เขาต้องการให้การปรับแต่งภาพในภายหลังมีน้อยและเรียบง่ายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อที่เขาจะได้จดจ่ออยู่กับการถ่ายภาพและแทบไม่ต้องกังวลกับเรื่องอื่น ๆ อีกเลย ภาพส่วนใหญ่ของเขาจึงถ่ายด้วยกล้อง DSLR กับเลนส์ซูม 24-70mm และขาตั้งกล้องกับรีโมทไร้สายสำหรับลั่นชัตเตอร์เท่านั้น มีบางครั้งที่เขาใช้เลนส์ซูม 70-200mm หรือเลนส์มาโคร 105mm บ้าง ซึ่งเขาก็เลือกใช้เลนส์ตัวที่มีขนาดและน้ำหนักเบากว่าเมื่อเทียบกับเลนส์ระดับโปรฯ แต่นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับงานของเขา

สำหรับอาชีพช่างภาพในยุคนี้ เขามักจะได้รับคำถามอยู่เสมอว่าจะเป็นงานที่เลี้ยงชีพได้จริงหรือ และในโลกยุคที่ทุกคนมีโทรศัพท์มือถือที่ถ่ายรูปได้ดีมาก ๆ อยู่แล้ว ยังจะต้องมีช่างภาพอาชีพอยู่อีกหรือไม่ มันก็จริงที่วงการนี้มันเปลี่ยนไปอย่างมากในช่วง 15 ปีมานี้ แต่การที่ทุกคนสามารถถ่ายรูปได้ไม่ได้แปลว่าอาชีพนี้จะต้องสูญสิ้นไป

อันที่จริงเราอยู่ในโลกที่ความสนใจต่อสิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นเป็นช่วงระยะเวลาสั้น ๆ มันเป็นกระแส สิ่งนี้กำลังแพร่ออกไปเรื่อย ๆ สภาพแบบนี้ทำให้การสื่อสารด้วยรูปภาพที่ดีมีความสำคัญมากขึ้น คุณคงไม่คิดหรอกว่าบริษัทชั้นนำต่าง ๆ ที่ลงทุนกันเป็นล้าน ๆ ดอลลาร์ในการโฆษณาจะยอมเสี่ยงกับการลดค่าใช้จ่ายไม่กี่สตางค์ด้วยการจ้างใครสักคนที่ถ่ายรูปด้วยโทรศัพท์มือถือมาทำงานให้

บทความนี้อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของการโปรโมทผลงานและชื่อของช่างภาพเองก็ได้ แต่ผมก็ยังคิดว่าน่าสนใจอยู่ดี และเป็นเรื่องที่คนถือกล้องส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้คิดกันเท่าไหร่ การเรียนรู้เรื่องราวของช่างภาพในทำนองนี้อาจจะช่วยให้พี่น้องผู้รักการถ่ายภาพพอมองเห็นทิศทางสำหรับตัวเองบ้างก็ได้ หรืออาจจะหันหลังให้มันแล้วเล่นกับอุปกรณ์ใหม่ ๆ ต่อไปอีกเรื่อย ๆ ก็ได้เหมือนกัน แล้วแต่เงื่อนไขและความพอใจของแต่ละคนนะครับ

ผมไม่ได้เอาภาพผลงานของช่างภาพคนนี้มาลงในบล็อกเพราะไม่แน่ใจว่าจะมีปัญหาลิขสิทธิ์หรือเปล่า แต่ท่านสามารถเข้าไปดูภาพตัวอย่างผลงานของเขาได้ที่เว็บไซต์ของเจ้าตัวเองนะครับ  http://alastairphilipwiper.com/

 

ที่มา https://petapixel.com/2017/05/05/found-niche-professional-photography/

Posted on

25 – 35 – 50 เลือกเบอร์ไหนดี

เลนส์อะไรดี

ไม่ได้มาใบ้เบอร์บอกเลขอะไรนะครับ ตัวเลขที่ผมเอามาตั้งเป็นชื่อบทความก็มาจากระยะของเลนส์มือหมุนราคาประหยัดสำหรับกล้อง mirrorless ที่มีขาย ๆ กันอยู่นี่แหละ คือ 25mm, 35mm และ 50mm ซึ่งพอมันมีให้เลือกก็กลายเป็นปัญหาขึ้นมาว่าจะเลือกอะไรดี

หลายครั้งก็มีคนมาถามผมเหมือนกันว่าจะเลือกเลนส์ระยะไหนดี ผมจึงทำเป็นภาพตัวอย่างที่ถ่ายจากเลนส์ทั้งสามระยะนี้เปรียบเทียบกันให้ดูเลยดีกว่า เพื่อจะเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเบื้องต้น โดยเฉพาะสำหรับมือใหม่ที่ยังไม่ค่อยเข้าใจว่าเลนส์ระยะต่าง ๆ มันแตกต่างกันอย่างไร

ก่อนจะไปดูภาพตัวอย่างก็ขอทำความเข้าใจกันสักนิดหน่อย ภาพเปรียบเทียบที่ผมทำขึ้นมาชุดนี้ถ่ายมาด้วยกล้อง Fuji X-A1 เซ็นเซอร์ขนาด APS-C ซึ่งกล้อง Fuji X series ทั้งหมดก็ใช้เซ็นเซอร์แบบเดียวกันนี้ รวมทั้งกล้อง Sony ที่เป็นตระกูล mirrorless ทั้งหมดด้วย ไม่ว่าจะเป็นรุ่น NEX หรือ aXXXX รวมทั้ง Canon EOSM ด้วย ดังนั้น ถ้าท่านใช้กล้องรุ่นต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะได้ผลเหมือน ๆ กันในด้านมุมรับภาพและขนาดของวัตถุในภาพ แต่ในด้านสีสันและความละเอียดของภาพอาจจะแตกต่างกันไปบ้างตามคุณสมบัติของกล้องแต่ละยี่ห้อแต่ละรุ่น

ส่วนท่านที่ใช้กล้องที่เป็นเซ็นเซอร์ขนาด Micro Four Third หรือ M4/3 เช่นกล้อง Olympus, Panasonic ที่เป็น mirrorless รวมทั้งกล้อง YI M1 จากจีนด้วย ภาพที่ได้ก็จะแคบลงมาหน่อย ดูภาพประกอบด้านล่างนี้เอาครับว่ามันจะแคบลงมาประมาณไหนเมื่อเทียบกับ APS-C

 

เอาล่ะครับ ทีนี้ก็มาดูภาพตัวอย่างกันเลย ผมจะมีคำอธิบายไว้นิดหน่อยที่ด้านบนของแต่ละภาพให้ด้วยครับ

 

1. เป็นภาพวิวหรือ landscape ถ่ายโดยตั้งกล้องบนขาตั้งที่จุดเดิมทั้งสามภาพ ตั้งค่าเอฟประมาณ F8 ปรับโฟกัสให้ภาพที่ขอบเนินเขาคมชัดที่สุด

เลนส์ถ่ายวิว

2. เปรียบเทียบการถ่ายคนที่ระยะห่างประมาณ 2 เมตรจากตัวแบบทั้งสามเลนส์ โดยตั้งกล้องบนขาตั้งแล้วเปลี่ยนเลนส์ทีละตัว ตั้งค่ารูรับแสงกว้างสุด (เลขน้อยสุด) ของเลนส์แต่ละตัว โฟกัสที่ใบหน้าของนางแบบ

ถ่ายคนใช้เลนส์อะไรดี

3. เปรียบเทียบมิติและความเบลอของฉากหลัง ถ่ายโดยถือกล้องด้วยมือ ในแต่ละครั้งก็ขยับกล้องถอยห่างจากแบบเพื่อให้ได้ใบหน้าของนางแบบในภาพมีขนาดเท่า ๆ กัน ตั้งค่ารูรับแสงกว้างสุดของเลนส์แต่ละตัว วัดระยะห่างของกล้องกับนางแบบในแต่ละครั้งได้ประมาณ 1 เมตร 2 เมตร และ 3 เมตรตามลำดับ ให้สังเกตมิติและขนาดของวัตถุในฉากหลังของภาพที่แตกต่างกัน

เลนส์ถ่ายคน

4. เปรียบเทียบลักษณะโบเก้และความเบลอของฉากหลัง ถ่ายโดยขยับกล้องในแต่ละครั้งให้ได้ขนาดของหุ่นในภาพเท่า ๆ กัน ตั้งค่ารูรับแสงกว้างสุดของแต่ละเลนส์ โฟกัสที่ใบหน้าของหุ่น วัดระยะห่างของกล้องกับหุ่นในแต่ละครั้งได้ 30 ซม. 40 ซม. และ 60 ซม. โดยประมาณ ผลลัพธ์ให้สังเกตขนาดของลูกโบเก้และความเบลอของฉากหลังที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

เปรียบเทียบโบเก้ ละลายหลัง

หวังว่าภาพตัวอย่างเปรียบเทียบนี้จะมีประโยชน์ช่วยสร้างความเข้าใจเรื่องความแตกต่างของการใช้เลนส์ระยะต่างกันได้พอสมควร ท่านจะเลือกเลนส์ตัวไหนก็ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์หรือแนวทางในการถ่ายรูปของแต่ละคน แต่ถ้าดูภาพแล้วยังเลือกไม่ได้ก็ไม่ต้องคิดมากจนเคร่งเครียดไป เรื่องเลือกเลนส์ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย เลือกเอาง่าย ๆ สักตัวนึงลองดูก่อน ราคาเลนส์กลุ่มนี้ก็ไม่แพงอยู่แล้ว หรือไม่ก็ลองปรึกษาเพื่อนหรือผู้เชี่ยวชาญดูอาจจะได้คำตอบที่ลงตัวสำหรับเราเลยก็ได้