Posted on

Zenit ET ทน ถึก บึกบึน

Zenit ET

Zenit ET กล้องฟิล์ม 35mm SLR สัญชาติรัสเซีย เคยอยู่ในสายการผลิตอย่างยาวนานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 ถึง 2536 มียอดการผลิตประมาณ 3 ล้านตัว มีเวอร์ชั่นต่าง ๆ อีกมาก แต่ทำมาจากบล็อคอันเดียวกันทั้งหมด ถ้านับรวมตั้งแต่ต้นตระกูลของมันด้วย คือ Zenit E และ Zenit EM จะมีจำนวนที่ถูกผลิตออกมาประมาณ 12 ล้านตัว

กล้องในซีรี่ส์ Zenit E นี้เป็นกล้องถ่ายรูปที่ทั้งทน ถึก และบึกบึน มีกลไกพื้น ๆ เท่าที่จำเป็นเท่านั้น มันจึงเป็นกล้องที่ไม่ค่อยจะเสียง่าย ๆ เพราะไม่ค่อยมีอะไรจะให้เสีย สอดคล้องกับปรัชญาการผลิตของสหภาพโซเวียตที่ว่า มีกล้องถึก ๆ ในราคาที่หาซื้อได้ง่ายดีกว่าไม่มีกล้องให้ใช้เลย

Zenit ET เป็นรุ่นที่ทางโรงงานพยายามจะพัฒนาต่อจากรุ่น Zenit EM ให้ดูทันสมัยมากขึ้น แต่ในช่วงแรก ๆ ที่ผลิตโดยโรงงานที่เรียกย่อ ๆ ว่า KMZ นั้น แทบจะไม่แตกต่างจากรุ่น EM เลย จะต่างกันเล็กน้อยก็แค่รูปแบบฟอนต์ที่พิมพ์บนกล้องและการออกแบบแป้นหมุนใหม่เท่านั้น

ต่อมาได้ย้ายการผลิตมาที่โรงงานอีกแห่งหนึ่ง เรียกกันว่า MMZ-BeLomo และก็ยังคงใช้โครงบอดี้อันเดิม กลไกการทำงานต่าง ๆ ก็เหมือนเดิม เพียงแต่ใช้ชิ้นส่วนที่เป็นพลาสติคมากขึ้น เช่น ฝาครอบด้านบน ฝาครอบด้านล่าง ก้านเลื่อนฟิล์ม เป็นต้น

กล้องตัวที่ผมได้มาลองเล่นครั้งนี้ติดมาพร้อมกับเลนส์ Helios 44M-4 มันเป็นกล้องรุ่นหลัง ๆ ที่ผลิตโดย MMZ-BeLomo ที่ปัจจุบันอยู่ในประเทศเบลารุส (Belarus) ซึ่งได้แยกตัวออกมาจากสหภาพโซเวียตแล้ว เป็นรุ่นที่ไม่มีระบบวัดแสง ปรับความเร็วชัตเตอร์ได้หกระดับคือ 1/30, 1/60, 1/125, 1/250, 1/500 วินาที และ B มีปุ่มปลดล็อคสำหรับกรอฟิล์มอยู่ด้านบนตรงใต้ปุ่มชัตเตอร์ มีช่องเสียบสายซิงค์สำหรับแฟลช และมีระบบลานถ่ายภาพหน่วงเวลา (self timer)

น้ำหนักกล้องเฉพาะบอดี้ประมาณ 550 กรัม รวมเลนส์ด้วยก็ประมาณ 800 กรัม

ผมเองเคยใช้กล้อง Zenit มาก่อนในสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เป็นรุ่นที่มีระบบวัดแสงแบบเข็ม ผมจำชื่อรุ่นไม่ได้แล้วแต่เดาว่าน่าจะเป็น Zenit TTL เพราะมันเป็นรุ่นที่มีระบบวัดแสงแบบนี้และรูปทรงกล้องก็เหมือนกันเลย ตอนนั้นผมซื้อต่อมาจากอาจารย์ที่สอนวิชาการถ่ายภาพวารสารศาสตร์ (photojournalism) ในราคาหนึ่งพันบาท นับเป็นกล้องตัวแรกของผมเลย หลังจากใช้ถ่ายงานส่งอาจารย์แล้วก็ไม่ค่อยได้ใช้อีกเท่าไหร่เพราะไม่ค่อยมีเงินค่าฟิล์มและค่าล้าง

แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งตอนไปเที่ยวภูหลวงกับเพื่อนในคณะ ผมเอากล้องตัวนี้ไปด้วย จำได้ว่าเพื่อน ๆ ทั้งในกลุ่มและนอกกลุ่มสะดุดตากับกล้องในมือผมกันมาก เพราะตอนนั้นคนอื่นเขาใช้กล้องรุ่นใหม่ ๆ ที่ทันสมัยกว่าเยอะแล้ว ยิ่งถ้าได้ยินเสียงตอนกดชัตเตอร์ด้วยแล้ว จะต้องหันมาดูกันเป็นแถว เพราะมันดังสนั่นเกินหน้าเกินตาชาวบ้านไปมาก รูปร่างรูปทรงก็ดูโบราณคร่ำครึ บางคนถึงกับเอ่ยปากบอกเลยว่ากล้องผมนั้นดูคลาสสิคมาก ผมก็ไม่แน่ใจว่าเขาชมหรืออยากจะบอกว่าเชยกันแน่ ถ้าเป็นยุคนี้ก็คงถูกเรียกว่า hipster ไปแล้วล่ะ

การได้กลับมาจับกล้องยี่ห้อนี้อีกครั้งมันเหมือนกับได้สัมผัสกับเศษเสี้ยวบางส่วนของความทรงจำในอดีต ผมเอามาใส่ฟิล์มและลองเอามาถ่ายทดสอบดูว่ายังใช้ได้หรือเปล่า อยากจะลองดูว่ากล้องที่มีกลไกพื้น ๆ กับความเร็วชัตเตอร์สูงสุดแค่ 1/500 วินาที จะให้ความรู้สึกในการถ่ายภาพเป็นอย่างไร

เอาล่ะครับ อารัมภบทมาพอสมควรแล้ว มาดูกันเลยดีกว่าว่าเจ้า Zenit ET ตัวนี้ใช้ยังไง และได้ภาพมาเป็นอย่างไรบ้าง ผมเปลี่ยนเอาเลนส์เดิมของมันออกแล้วใส่เลนส์ Helios 77M-4 ซึ่งใหม่กว่า เลือกใช้ฟิล์มพื้น ๆ อย่าง Kodak Colorplus 200 ในการทดสอบ

 

Zenit ET
ปุ่มแป้นพื้นฐาน ปุ่มปลดล็อคสำหรับกรอฟิล์มอยู่ใต้ปุ่มชัตเตอร์

 

การใส่ฟิล์มหรือโหลดฟิล์ม

Zenit ET - load film
ดึงแกนกรอฟิล์มขึ้นเพื่อเปิดฝาหลังกล้อง

 

เปิดฝาหลังกล้องด้วยการดึงก้านกรอฟิล์มขึ้น วางกลักฟิล์มลงในช่องทางซ้ายโดยให้ด้านที่มีแกนยื่นออกมาหันลงด้านล่าง ดันก้านกรอฟิล์มกลับลงมาในตำแหน่งปกติ มันจะเข้าล็อคกับแกนกลางของกลักฟิล์ม จากนั้นก็ดึงหัวฟิล์มออกมาให้ยาวเลยแกนฟิล์มทางด้านขวาเล็กน้อย เสียบหัวฟิล์มลงในร่องบนแกนรับฟิล์มและจับให้รูหนามเตยบนแผ่นฟิล์มเข้าร่องกับฟันเฟืองด้านล่าง

Zenit ET - load film
สาธิตการใส่ฟิล์มด้วยฟิล์ม Lucky 100

 

ดันก้านเลื่อนฟิล์มไปหนึ่งรอบ ให้รูหนามเตยเข้าร่องกับฟันเฟืองทั้งด้านบนและด้านล่าง ใช้นิ้วดันเฟืองไปทางขวาเล็กน้อยพอให้แผ่นฟิล์มตึงเรียบ ปิดฝาหลังกล้องแล้วกดชัตเตอร์ทิ้งหนึ่งครั้ง ดันก้านเลื่อนฟิล์มไปจนสุดอีกหนึ่งครั้งแล้วหมุนแป้นนับเฟรมที่อยู่บนแกนของก้านเลื่อนฟิล์มไปอยู่ที่เลข 0

ถึงตอนนี้กล้องก็พร้อมแล้วสำหรับการถ่ายภาพแรก แต่ภาพแรกนี้ถ่ายแล้วอาจจะได้ภาพมาไม่เต็มเฟรมเพราะฟิล์มบางส่วนโดนแสงไปแล้วตอนที่เราใส่ฟิล์ม เราเรียกภาพแรกที่ได้ภาพไม่เต็มเฟรมนี้ว่า ภาพหัวฟิล์ม

หัวฟิล์ม
ตัวอย่างภาพจากหัวฟิล์ม

การเลื่อนฟิล์ม

กล้องฟิล์มโบราณแบบนี้มันจะไม่เลื่อนฟิล์มให้โดยอัตโนมัติ ดังนั้นทุกครั้งที่เราจะถ่ายภาพเฟรมใหม่ต้องเลื่อนฟิล์มก่อนเสมอ ถ้าลืมเลื่อนฟิล์มจะกดชัตเตอร์ไม่ลง

การวัดแสงและการตั้งค่า

ในการถ่ายภาพแต่ละภาพเราต้องตั้งค่าการรับแสงเองทั้งหมด แถมกล้องรุ่นนี้ไม่มีระบบวัดแสงในตัวด้วย จึงต้องอาศัยอุปกรณ์วัดแสงภายนอกวัดค่าแสงมาก่อน แล้วเอาค่านั้นมาตั้งค่ารูรับแสงและความเร็วชัตเตอร์ให้สัมพันธ์กัน

อุปกรณ์วัดแสงที่สะดวกที่สุดสำหรับยุคนี้ก็คือสมาร์ทโฟนนี่แหละครับ ดาวน์โหลดแอ๊พวัดแสงมาใช้เลย ที่ผมใช้อยู่ก็คือ Lightmeter (David Quiles) ซึ่งมีทั้งแบบฟรีและแบบเสียเงิน ถ้าแบบเสียเงินก็จะไม่มีโฆษณามาแทรกให้รำคาญและใช้งานได้ไม่มีการสะดุด

หรือถ้ามีกล้องดิจิตอลอยู่ด้วยก็ใช้กล้องดิจิตอลช่วยในการวัดแสงก็ได้

ไม่ว่าจะใช้อะไรในการวัดแสงเราต้องตั้งค่าความไวแสงของอุปกรณ์ที่ใช้วัดให้ตรงกับค่าความไวแสงของฟิล์มที่ใช้ก่อน อย่างการทดสอบที่ผมทำนี้ใช้ฟิล์มความไวแสง 200 เมื่อทำการวัดแสงโดยการเล็งอุปกรณ์วัดแสงไปทางวัตถุที่ต้องการถ่ายภาพ จะได้ผลลัพธ์เป็นค่าตัวเลขสองค่าคู่กันคือ ความเร็วชัตเตอร์กับขนาดรูรับแสง เช่น 1/250 วินาทีกับ F/8 สองค่านี้เป็นค่าการรับแสงที่เราสามารถปรับเปลี่ยนให้ได้ผลของการรับแสงมีความสว่างเท่าเดิมแต่ผลลัพธ์ในภาพแตกต่างกัน เช่น ปรับเป็น 1/500 วินาทีกับ F/5.6 จะได้ภาพที่มีความชัดตื้นขึ้น (ฉากหลังจะเบลอมากขึ้น) หรือปรับเป็น 1/125 วินาทีกับ F/11 จะได้ภาพที่มีความชัดลึกมากขึ้น (ฉากหลังชัดมากขึ้น)

ผมขอข้ามเรื่องยุ่ง ๆ เกี่ยวกับค่าการรับแสงไปก่อนดีกว่านะครับ ท่าทางมันจะยืดยาวเยิ่นเย้นเกินไปซะแล้ว เอาไว้มีโอกาสจะเขียนถึงเรื่องนี้โดยเฉพาะอีกที

การกรอฟิล์ม

ปกติฟิล์ม 35mm หนึ่งม้วนจะถ่ายได้ 36 ภาพ แต่บางครั้งเราอาจจะถ่ายได้ถึงภาพที่ 37 หรือ 38 ถ้ายังมีเนื้อฟิล์มเหลือในกลักมากพอ แต่ก็ไม่ควรฝืนดันก้านเลื่อนฟิล์มถ้าฟิล์มหมดแล้ว วิธีสังเกตุคือหลังจากกดชัตเตอร์เฟรมที่ 36 แล้วให้ดันก้านเลื่อนฟิล์มเบา ๆ ถ้ารู้สึกว่ามันตึงมือกว่าปกติก็ปล่อย อย่าฝืนออกแรงดันต่อไปมิฉะนั้นฟิล์มอาจจะขาดได้

กล้อง 35mm SLR ส่วนใหญ่จะมีปุ่มปลดล็อคฟิล์มอยู่ด้านใต้บอดี้ แต่กล้อง Zenit ตัวนี้จะอยู่ที่ใต้ปุ่มชัตเตอร์ ลักษณะเป็นบ่าวงกลมรอบแกนปุ่มชัตเตอร์ ให้กดบ่านึ้ลงไปแล้วดันก้านหมุนสำหรับกรอฟิล์มให้หงายขึ้น หมุนก้านกรอฟิล์มตามเข็มนาฬิกาหรือตามลูกศรบนแป้น หมุนไปจนกระทั่งรู้สึกได้ว่าหัวฟิล์มนั้นหลุดออกจากแกนทางด้านขวา และให้หมุนต่อไปอีกสองสามรอบเพื่อให้แน่ใจว่าหัวฟิล์มถูกดึงเข้าไปอยู่ในกลักฟิล์มทั้งหมดแล้ว จึงค่อยดึงแกนกรอฟิล์มขึ้นด้านบนเพื่อเปิดฝาหลังกล้องเอากลักฟิล์มออกมา

ฟิล์มที่เราถ่ายไว้ทั้งหมดจะถูกม้วนเก็บไว้ในกลักฟิล์มอย่างเรียบร้อย ไม่โดนแสงอีก เราก็ส่งกลักฟิล์มนี้ไปให้แล็บทำการล้างฟิล์ม และส่วนใหญ่ก็มักจะให้ทางแล็บสแกนฟิล์มเป็นไฟล์ภาพมาในแผ่นซีดีให้ด้วยเลย จะได้เปิดดูภาพในคอมพิวเตอร์ได้ ถ้าอยากจะพิมพ์ภาพ (อัดขยายภาพ) ออกมาเป็นภาพบนกระดาษก็ค่อยเอาฟิล์มไปให้แล็บพิมพ์ภาพให้อีกที

การใช้งานกล้องฟิล์ม SLR แบบพื้น ๆ ก็มีประมาณนี้ ถ้าเป็นกล้องยี่ห้ออื่นรุ่นอื่นที่เป็นระบบ manual ล้วน ๆ ก็จะคล้าย ๆ กัน อาจจะมีอะไรแตกต่างไปบ้างตามการออกแบบในแต่ละรุ่น ก็ควรศึกษาจากคู่มือการใช้กล้องรุ่นนั้น ถ้าไม่มีก็หาอ่านคู่มือในเว็บก็ได้

เอาล่ะ ทีนี้เรามาดูภาพที่ได้จากการทดสอบครั้งนี้กันหน่อย ผมส่งฟิล์มไปล้างและสแกนที่กรุงเทพฯ ส่งทางไปรษณีย์และรอทางแล็บแจ้งให้โอนเงิน จากนั้นเขาจะส่งฟิล์มที่ล้างแล้วพร้อมกับแผ่นซีดีบันทึกไฟล์ภาพที่สแกนแล้วกลับมาให้ที่บ้าน ก็ถือว่าสะดวกดีในยุคที่ต่างจังหวัดหาที่ล้างฟิล์มไม่ค่อยจะได้แล้ว ภาพที่ได้ส่วนใหญ่แสงโอเวอร์ สว่างเกินไป อาจจะเกิดจากการวัดแสงผิดพลาดบ้างเพราะบางครั้งผมก็ใช้วิธีกะเอาเอง ไม่ได้ใช้แอ๊พวัดแสงตลอด

helios 77m + kodak colorplus 200

helios 77m + kodak colorplus 200

helios 77m + kodak colorplus 200

helios 77m-4 + kodak colorplus 200

helios 77m-4 + kodak colorplus 200

helios 77m-4 + kodak colorplus 200

helios 77m-4 + kodak colorplus 200

helios 77m-4 + kodak colorplus 200

helios 77m-4 + kodak colorplus 200

helios 77m-4 + kodak colorplus 200

helios 77m-4 + kodak colorplus 200

helios 77m-4 + kodak colorplus 200

helios 77m-4 + kodak colorplus 200

helios 77m-4 + kodak colorplus 200

helios 77m-4 + kodak colorplus 200

สรุปว่ากล้องถึก ๆ สไตล์รัสเซียนก็ยังใช้การได้ดี แม้จะมีข้อจำกัดเรื่องความเร็วชัตเตอร์ที่มีให้เลือกใช้น้อยไปหน่อย แต่ถ้าเลือกถ่ายในสภาพแสงที่เหมาะสมกับความไวแสงของฟิล์มที่ใช้ ก็พอได้ภาพสวย ๆ อารมณ์แบบฟิล์มแท้ ๆ ได้เหมือนกัน เหมาะสำหรับท่านที่สนใจอยากมีประสบการณ์กับฟิล์มในราคาสบาย ๆ เล่นจนเบื่อแล้วยังเอาตั้งบนตู้โชว์เป็นของแต่งบ้านสไตล์วินเทจได้อีกด้วย

Posted on

มาโคร 1:1 กับการใช้แฟลชหัวกล้อง

1x macro

คราวก่อนผมได้เขียนถึงการฝึกหัดถ่ายภาพมาโครแบบง่าย ๆ ด้วยการใช้ท่อมาโครไปแล้ว คราวนี้เราจะขยับมาให้ได้กำลังขยายมากขึ้น เป็น 1:1 หรือ 1x magnification หรือใกล้เคียง โดยการเพิ่มความยาวของท่อมาโครที่ใช้จาก 16 มิลลิเมตร เป็น 30 มิลลิเมตร หรือใส่ท่อขนาด 14 มิลลิเมตรเพิ่มเข้าไปจากเดิม ดังรูปข้างล่างนี้

30mm macro extension tube

 

เมื่อต่อท่อขนาด 30 มิลลิเมตรเข้าท้ายเลนส์แล้วลองเอาไปถ่ายสเกลบนไม้บรรทัดที่ระยะใกล้ที่สุดที่จะโฟกัสได้ จะได้ภาพเท่านี้

macro 1:1

อ่านความกว้างของภาพที่บันทึกได้ประมาณ 24 มิลลิเมตร เมื่อเทียบกับความกว้างของเซ็นเซอร์กล้องตัวนี้คือ 23.6 มิลลิเมตร พอจะบอกได้ว่าได้กำลังขยายเกือบ ๆ 1 ต่อ 1 แล้ว และเราจะใช้เลนส์ชุดนี้ทำการถ่ายภาพแบบมาโครแท้ ๆ กันต่อไป

ลองเอาไปถ่ายธนบัตรยี่สิบบาทใบเดิมอีกที จะได้ภาพใหญ่ขึ้น ระยะห่างจากหน้าเลนส์ถึงธนบัตรประมาณ 4.5 เซ็นติเมตร จะสังเกตเห็นว่าที่ขอบภาพมันจะเบลอมากขึ้น อันนี้ก็เป็นปกติของการต่อท่อมาโคร

DSCF0005

ลองเปรียบเทียบกับภาพที่ใช้ท่อมาโคร 16 มิลลิเมตรในครั้งก่อนดูอีกที

16mm macro extension tube

 

สรุปว่าถ้าใช้ท่อมาโคร 30 มิลลิเมตร เทียบกับท่อมาโคร 16 มิลลิเมตร จะได้กำลังขยายเพิ่มขึ้นจาก 1 ต่อ 1.65 เป็น 1 ต่อ 1 และระยะห่างลดลงจาก 7 เซ็นติเมตร เหลือ 4.5 เซ็นติเมตร นอกจากนี้ยังเสียแสงมากขึ้นด้วย ทำให้ภาพสั่นไหวได้ง่าย ดังนั้น เราจึงควรจะใช้แฟลชช่วยเพิ่มความสว่างให้กับวัตถุ ในที่นี้ผมจะใช้แฟลชหัวกล้องนี่แหละ เพียงแต่ต้องทำอุปกรณ์ DIY diffuser มาครอบเพื่อบังคับให้แสงแฟลชสะท้อนแล้วตกกระทบลงไปบริเวณวัตถุที่เราจะถ่าย

ทีนี้เรามาดูกันว่าจะทำอุปกรณ์ครอบแฟลชหัวกล้องได้อย่างไร

DSC05532

ผมใช้ขวดน้ำพลาสติคแบบใสขนาด 1.5 ลิตร นำมาเจาะด้านใกล้ ๆ ก้นขวดให้เป็นรูสี่เหลี่ยมขนาดกว้างยาวพอที่จะสวมหัวแฟลชเข้าไปได้ หุ้มขอบรอยเจาะด้วยเทปกาวนิดหน่อยเพื่อลดความคม จะได้ไม่บาดหรือขีดข่วนหัวแฟลชเวลาใส่หรือถอด จากนั้นให้สวมหัวแฟลชเข้าไปในขวดก่อน หมุนแหวนโฟกัสเลนส์ไปที่ 0.2 m หรือให้เลนส์ยื่นออกไปมากที่สุด แล้วใช้ปากกามาร์คเส้นบนขวดตรงปากกระบอกเลนส์ไว้ เพื่อที่เราจะตัดขวดให้เป็นกระบอกมีความยาวเท่ากับขอบปากเลนส์พอดี

DSC05534

DSC05535

ลากเส้นตรงรอบขวดเพื่อเป็นแนวสำหรับตัด แต่ให้ด้านบนยื่นออกไปพ้นขอบเล็กน้อยเป็นเหมือนปีกหมวก ใช้คัตเตอร์ตัดตามแนวเส้นที่ลากไว้จนได้กระบอกแบบมีปีกด้านบนดังรูป

DSC05537

หลังจากนั้นให้หากระดาษฟอยล์หรือกระดาษตะกั่วมาหุ้มด้านนอกของกระบอกให้ทั่ว โดยให้ด้านที่สะท้อนแสงหันเข้าในกระบอก หุ้มขอบรอยตัดที่ปากกระบอกให้เรียบร้อย เมื่อสวมกระบอกนี้เข้าที่แฟลชหัวกล้องมันจะช่วยสะท้อนแสงจากแฟลชไปลงแถว ๆ หน้าเลนส์ได้มากขึ้น

DSC05538

DSC05539

เวลาจะนำไปใช้งาน เราต้องปรับมุมยิงของแฟลชหัวกล้องให้เงยขึ้นอีกหน่อย เพราะปกติมันจะยิงไปข้างหน้าตรง ๆ ทำให้แสงส่วนใหญ่จะถูกยิงไปตกไกล ๆ ไม่ค่อยโดนวัตถุที่อยู่ตรงหน้าเลนส์

วิธีการปรับมุมยิงของแฟลชหัวกล้องตัวนี้ก็ง่าย ๆ ครับ คือหาเศษกระดาษมาม้วนเป็นแท่งเล็ก ๆ แล้วเสียบยันไว้ตรงช่องบริเวณก้านหัวแฟลช ให้แท่งกระดาษนี้ยันขอบของก้านหัวแฟลชไว้ เพื่อให้หัวแฟลชเงยขึ้นเป็นมุมประมาณ 70-80 องศา

DSC05543

เมื่อปรับมุมยิงแฟลชเรียบร้อยแล้วก็นำกระบอกที่ทำไว้มาสวมที่หัวแฟลช ใช้หนังยางเส้นใหญ่รัดรอบกระบอกพลาสติคและกระบอกเลนส์ให้อยู่ด้วยกัน เท่านี้ชุดอุปกรณ์ถ่ายภาพมาโคร 1 ต่อ 1 ก็พร้อมที่จะออกไปลุยแล้วครับ

DSC05541

macro 1:1 set up

ก่อนจะใช้อุปกรณ์ชุดนี้ถ่ายภาพ เราควรตั้งค่าต่าง ๆ ไว้ให้พร้อมก่อน ผมแนะนำให้หมุนปรับรูรับแสงไปที่ค่าเอฟ 8 – 11 หมุนแหวนปรับโฟกัสไปที่ 0.2 หรือยื่นออกไปจนสุด ตั้งโหมดการถ่ายภาพเป็น S (Shutter priority) เพื่อควบคุมความเร็วชัตเตอร์และปรับไว้ที่ 1/125 – 1/250 วินาที ตั้งค่า ISO 200 หรือ 400 เปิดแฟลชในโหมด FORCED FLASH หากถ่ายแล้วแสงแฟลชอ่อนหรือสว่างเกินไปก็ให้ไปปรับเพิ่มหรือลดที่เมนู FLASH COMPENSATION

DSC05546

 

เอาล่ะ ลองมาดูกันว่าอุปกรณ์ชุดนี้คือกล้อง Fuji X-A1 เลนส์ Wesley 34mm F1.7 ต่อท่อมาโครขนาด 30 มิลลิเมตร กับกระบอกสะท้อนแสงแฟลชที่ทำขึ้นเองแบบง่าย ๆ จะถ่ายภาพมาโครได้ประมาณไหน มาดูภาพตัวอย่างกันครับ

คลิกที่รูปเพื่อดูภาพขยายได้ครับ

ท่อมาโคร 30 มิลลิเมตร

DSCF0029

DSCF0052

DSCF0067

 

DSCF0068

DSCF0071

DSCF0081

DSCF0086

 

หลังจากทดสอบถ่ายภาพไปได้ส่วนหนึ่งแล้ว ผมก็ลองต่อท่อมาโครเพิ่มเข้าไปอีก 7 มิลลิเมตร เป็น 37 มิลลิเมตร ทำให้ได้กำลังขยายเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย คือมากกว่า 1 ต่อ 1 เล็กน้อย และมีระยะห่างในการถ่ายวัตถุใกล้ขึ้นด้วย ทำให้ได้ภาพตัวอย่างมาอีกนิดหน่อย

DSCF2340

DSCF2346

DSCF2380

DSCF2383
ภาพนี้เสียดายที่ดวงตาไม่ชัด แต่มีโอกาสครั้งเดียวจึงไม่สามารถแก้มือได้

DSCF2412

DSCF2432

 

บางภาพก็ถ่ายมาได้ไม่คมชัดเท่าไหร่ ต้องขออภัยด้วยเพราะสายตาผมก็เริ่มเสื่อมไปตามวัยบ้างแล้ว แต่ก็พอเป็นตัวอย่างได้สำหรับการฝึกหัดถ่ายภาพมาโครกำลังขยายสูงแบบนี้ สำหรับมือใหม่ที่สายตายังดีอยู่ ถ้าพยายามฝึกฝนมือให้นิ่ง กะจังหวะการกดชัตเตอร์ให้แม่นยำ ก็สามารถถ่ายภาพมาโครที่สวยงามน่าทึ่งได้

วิธีฝึกหัดถ่ายภาพมาโครที่ผมแนะนำมาทั้งสองตอนนี้ไม่ได้เป็นสูตรตายตัวแต่อย่างใด เป็นแต่เพียงแนวทางที่ผมทดลองทำและคิดว่าทำได้ไม่ยากเกินไป มือใหม่พอจะฝึกหัดเองได้ แต่เมื่อท่านได้เรียนรู้แล้วก็อาจจะหาความรู้เพิ่มเติมจากที่อื่นหรือคนอื่นได้อีก หรือจะคิดประยุกต์วิธีการใหม่ ๆ ของตนเองมาใช้ด้วยก็ได้ เลือกทดลองในแบบที่ตัวเองถนัด ไม่จำเป็นต้องยึดตามแนวทางของใคร ขอให้มันได้ผลลัพธ์ที่ดีและไม่ทำให้เราต้องลำบากลำบนจนเกินไปก็พอแล้วครับ

ย้อนดูบทความหัดถ่ายมาโครตอนที่หนึ่ง