Posted on

Fuji GA645 กับฟิล์มซอมบี้

Fujifilm GA645 Professional

ฟิล์มซอมบี้ที่ว่านี้ก็คือฟิล์มเก่าที่หมดอายุไปนานหลายปีแล้ว แต่ยังพอมีเนื้อฟิล์มที่ยังไวแสงอยู่ ไม่ถึงกับตายด้านไปซะทีเดียว อย่างไรก็ตาม เนื้อฟิล์มเก่ามันก็ไม่สดใสเท่าฟิล์มใหม่ ๆ สีสันก็จืดจางไปมาก คอนทราสต์เบาบางลางเลือน เอาไปใช้งานจริง ๆ จัง ๆ ไม่ได้แน่นอน แต่ถ้าถ่ายเอาแบบเล่นเล่น ๆ ล่ะก็พอได้ ต้องลุ้นกันนิดหน่อยว่าจะได้ภาพหรือไม่ สีจะซีดขนาดไหน

เรื่องของเรื่องก็คือ มีเพื่อนคนหนึ่งรู้ว่าผมเล่นกล้องฟิล์มเขาจึงได้ส่งฟิล์มเก่าเก็บมาให้กล่องนึง เป็นฟิล์มที่หมดอายุไปแล้วเป็นสิบปี นอกจากฟิล์ม 35mm แล้วก็มีฟิล์ม 120 มีเดียมฟอร์แมทมาด้วย แต่เจ้ากรรมกล้องมีเดียมฟอร์แมทแก่ ๆ ของผมมันเกิดเดี้ยงไปซะแล้ว ทีแรกกะว่าจะหาเช่ากล้องมาลองซักอาทิตย์นึง แต่บังเอิญมีรุ่นน้องคนนึงมีกล้องมีเดียมฟอร์แมทเก็บไว้ และเขากำลังจะมาทำงานที่ภูเก็ตพอดี ก็เลยขอยืมน้องเขามาเล่นสามสี่วัน กล้องที่ว่านี้ก็คือ Fujifilm GA645 Professional ที่เห็นในรูปนี่แหละครับ สภาพยังเหมือนใหม่อยู่เลย น้องเขาบอกผมว่าตอนซื้อมาเพิ่งได้ถ่ายไปสามม้วนเท่านั้น แล้วก็เก็บเข้ากรุยาวเลย เป็นโอกาสได้ทดสอบกล้องไปด้วยเลย

ไหน ๆ ก็ได้กล้องมาลองแล้ว ขอพูดถึงมันไว้นิดหน่อยละกัน สำหรับผม อารมณ์ของการใช้เจ้า GA645 นี่มันเหมือน ๆ กับพวกกล้องคอมแพ็คฟิล์ม 135 ที่เขากำลังฮิตกันอยู่นี่แหละ ที่บ้านเราชอบเรียกกันว่ากล้องปัญญาอ่อน หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า point and shoot คือยกขึ้นเล็งภาพแล้วกดอย่างเดียว ไม่ต้องปรับเปิบอะไรทั้งนั้น เพียงแต่ว่าตัวนี้มันจะเป็นกล้องปัญญาอ่อนที่มีขนาดรูปร่างใหญ่กว่ามาก เพราะมันเป็นกล้องมีเดียมฟอร์แมท ใช้ฟิล์มขนาดกลางที่เรียกว่า 120 ซึ่งมีความกว้างของฟิล์มประมาณ 6 เซ็นติเมตร กว้างกว่าฟิล์ม 35mm เกือบสองเท่า ทำให้ขนาดของบอดี้กล้องและเลนส์ใหญ่เกินกว่าจะเรียกว่าคอมแพ็คอย่างที่เข้าใจกันทั่ว ๆ ไปได้

แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ถ้าเทียบกับกล้องมีเดียมฟอร์แมทด้วยกันแล้ว GA645 ก็จัดว่ามีรูปร่างสเลนเดอร์มากแล้ว แม้จะไม่สามารถหย่อนใส่กระเป๋าเสื้อหรือกระเป๋ากางเกงไปไหนมาไหนได้ แต่ก็ใส่กระเป๋าสะพายหิ้วติดตัวไปเที่ยวได้ไม่ลำบากอะไร หรือห้อยคอเดินเล่นนาน ๆ ก็ได้สบาย ๆ น้ำหนักของมันก็ประมาณ 8 ขีดเท่านั้น ซึ่งเบากว่ากล้อง Canon 5D MKII ซะอีก

แม้ว่าหน้าตามันจะบ่งบอกชาติตระกูลความเป็นกล้องออโต้คอมแพ็ค แต่ชื่อรุ่นที่มีคำห้อยท้ายว่า Professional ก็ประกาศตัวอยู่แล้วว่ามีสายเลือดความเป็นมืออาชีพอยู่ด้วย นอกจากโหมด Program ที่กดอย่างเดียวเหมือนกล้องปัญญาอ่อนแล้ว ฟูจิยังมีโหมด M (Manual) และ A (Aperture priority) มาให้ด้วย เพียงพอสำหรับช่างภาพที่ต้องการควบคุมค่าการรับแสงด้วยตัวเองทั้งหมด

สำหรับเลนส์ที่ติดมากับกล้องตัวนี้คือ Fujinon 60mm f/4 ออโต้โฟกัส (เทียบได้กับเลนส์ 37mm สำหรับกล้องฟูลเฟรม 35mm) จัดว่าเป็นเลนส์ไวด์ปานกลาง โฟกัสได้ใกล้สุดที่ระยะ 0.7 เมตร เหมาะสำหรับสถานการณ์ทั่ว ๆ ไป เก็บภาพวิว เมือง สตรีท ท่องเที่ยว ฯลฯ เรื่องความคมนั้นหายห่วง ลองค้นดูภาพตัวอย่างที่ใช้ฟิล์มเกรดดี ๆ ตามเว็บรีวิวดูได้เลย

ขนาดภาพสำหรับกล้องตัวนี้คือ 6 x 4.5 เซ็นติเมตร ปกติจะเป็นภาพแนวตั้ง (portrait orientation) ถ้าจะถ่ายภาพแนวนอน (landscape orientation) ต้องถือกล้องตั้งขึ้น 90 องศา โดยฟิล์ม 120 หนึ่งม้วนจะถ่ายได้ 15 ภาพ เมื่อใส่ฟิล์มปิดฝาหลังแล้วกดชัตเตอร์หนึ่งครั้งฟิล์มจะโหลดไปที่ภาพแรกเอง มีระบบเลื่อนฟิล์มอัตโนมัติ ไม่มีระบบถ่ายภาพซ้อน และกรอฟิล์มกลับอัตโนมัติเมื่อถ่ายภาพสุดท้าย

คุณสมบัติอื่น ๆ เท่าที่ผมพอจะนึกได้และเพิ่มเติมไว้หน่อยก็คือ มีแฟลชในตัว พอช่วยได้ในสถานการณ์ที่แสงน้อยและใช้ฟิล์มไวแสงน้อย แต่ก็หวังผลได้ไม่มากเพราะแฟลชตัวเล็ก ๆ ที่เด้งจากหัวกล้องแบบนี้มีลำแสงอ่อนแอเกินกว่าจะให้ความสว่างได้ไกลพอสำหรับการใช้งานทั่ว ๆ ไป ช่องมองภาพขนาดใหญ่ใสแจ๋ว มองเห็นเต็มตา แสดงข้อมูลค่าการรับแสงและระยะโฟกัสอย่างชัดเจน สามารถตั้งเวลาถ่ายภาพตัวเองได้ สามารถตั้งค่าพิมพ์ข้อมูลวันเดือนปีและค่าการรับแสงลงบนฟิล์มได้โดยที่ข้อมูลนี้จะอยู่ที่ขอบเฟรมบริเวณนอกกรอบภาพด้วย

สรุปเลยละกันสำหรับกล้องตัวนี้ ผมเชื่อว่าเหมาะสำหรับผู้ที่ชอบถ่ายภาพสายสตรีทหรือท่องเที่ยวและต้องการภาพที่เต็มตาขนาดมีเดียมฟอร์แมท มีมิติของภาพเด่นชัดกว่าขนาดฟูลเฟรม 35mm เสียอีก และที่สำคัญต้องเป็นคนรักการถ่ายภาพด้วยฟิล์มด้วย

เอาล่ะครับ ด้วยกล้องและเลนส์ระดับนี้เชื่อว่าภาพที่ถ่ายออกมาคงพอใช้เป็นมาตรฐานในการทดสอบฟิล์มได้แน่นอน ฟิล์มที่ผมนำมาทดสอบนี้มีสองตัวคือ

  • ฟิล์มสีเนกาทีฟ 120 Kodak Portra 160VC หมดอายุ 10/2007
  • ฟิล์มสไลด์ 120 Fuji Provia 100F (RDP III) หมดอายุ 03/2007

ในการทดสอบฟิล์มสีเนกาทีฟ Kodak Portra 160VC ครั้งนี้ผมได้ชดเชยแสงเพิ่มไปอีก 2 สต็อป โดยเดาจากประสบการณ์ที่เคยลองฟิล์มสี 35mm ที่หมดอายุในปีเดียวกันมาก่อนแล้ว วิธีการชดเชยแสงก็คือการตั้งค่า ISO หลอกกล้องให้เป็น 40 แทนที่จะเป็น 160

ส่วนฟิล์มสไลด์นั้น เนื่องจากไม่เคยลองมาก่อน จึงตั้งค่า ISO แบบปกติ ตรงตามที่ฟิล์มระบุไว้คือ 100

และผลที่ได้ก็เป็นแบบนี้ครับ

 

Kodak Portra 160VC (10/2007) ชดเชยแสง +2 สต็อป ล้างฟิล์มปกติ

Kodak Portra 160VC outdate 2007-10

Kodak Portra 160VC outdate 2007-10

Kodak Portra 160VC outdate 2007-10

Kodak Portra 160VC outdate 2007-10

Kodak Portra 160VC outdate 2007-10

ต่อไปนี้เป็นภาพที่ใช้แฟลชหัวกล้องด้วยครับ

Kodak Portra 160VC outdate 2007-10

Kodak Portra 160VC outdate 2007-10

Kodak Portra 160VC outdate 2007-10

ก็พอได้นะครับสำหรับฟิล์มบูดสิบปี สีมันจะอมเขียวอมฟ้าหน่อย ๆ สีซีดนิด ๆ และหม่นหมองไปมากในที่แสงน้อย แต่แค่ถ่ายติดได้ภาพผมก็ดีใจมากแล้ว

 

Fuji Provia 100F (03/2007) ตั้ง ISO ปกติ ล้างตรงปกติ

120 Fuji Provia 100F (2007-03)

120 Fuji Provia 100F (2007-03)

 

120 Fuji Provia 100F (2007-03)

120 Fuji Provia 100F (2007-03)

120 Fuji Provia 100F (2007-03)

120 Fuji Provia 100F (2007-03)

120 Fuji Provia 100F (2007-03)

120 Fuji Provia 100F (2007-03)
ภาพนี้ใช้แฟลช

 

ภาพที่ได้มันดูเก๊าเก่า ราวกับถ่ายมาเป็นสิบปี สีซีด ๆ อมเขียวหน่อย ๆ คอนทราสต์ตุ่น ๆ ออกเป็นแนววินเทจโดยไม่ต้องใช้แอพแต่งภาพช่วย

สุดท้าย มีแถมนิดหน่อย เป็นภาพจากฟิล์มที่ค่อนข้างใหม่ คือเพิ่งหมดอายุไปเมื่อปีที่แล้วนี้เอง และเก็บฟิล์มในตู้เย็นมาตลอด น่าจะมีความสดใหม่พอสมควร เอามาลงให้ดูว่าถ้าใช้ฟิล์มใหม่ ๆ ถ่ายสีสันมันจะประมาณไหนครับ

 

Fuji PRO 160NS (2016)

120 Fuji Pro 160NS (2016)

120 Fuji Pro 160NS (2016)

120 Fuji Pro 160NS (2016)

ฟิล์มใหม่ ๆ มันก็ได้สีสันและคอนทราสต์สดใสอย่างนี้แหละ แต่ยังไงก็ยังมีเนื้อที่ดูแตกต่างจากภาพถ่ายด้วยกล้องดิจิตอลอยู่ดี

 

สุดท้ายนี้ก็ขอขอบคุณเพื่อนหลายคนที่มีส่วนในการทดลองเล่น ๆ ครั้งนี้ ทั้งเพื่อนที่ให้ฟิล์มมา รุ่นน้องที่ให้ยืมกล้อง เพื่อนที่พาไปเยี่ยมชมรีสอร์ทที่เขาหลัก ซึ่งเป็นสถานที่ลองฟิล์มเป็นส่วนใหญ่ ตลอดจน รปภ. สวนสาธารณะเขาโต๊ะแซะและพรีเซ็นเตอร์งานเปิดร้านอีเกียภูเก็ตที่ยอมเป็นแบบให้ลองกล้องด้วย  ขอให้ท่านผู้อ่านทั้งหลายได้รับความเพลิดเพลินและอรรถสาระจากการทดลองเล่นในครั้งนี้ด้วยนะครับ

Posted on

ฟิลเตอร์ยูวี จำเป็นหรือไม่?

uv filter

บทความนี้ผมแปลเรียบเรียงอย่างย่อ ๆ มาอีกที เพื่ออธิบายว่าผมคิดอย่างไรกับการใช้หรือไม่ใช้ฟิลเตอร์ยูวีหรือฟิลเตอร์กันหน้าเลนส์ ที่มาของบทความต้นฉบับจะอยู่ตอนท้ายนะครับ


ฟิลเตอร์ยูวีคือแผ่นแก้วใสบาง ๆ รูปวงกลมมีกรอบเป็นโลหะและมีเกลียวสำหรับหมุนเข้าที่หน้าเลนส์ ซึ่งช่างภาพและผู้ค้าอุปกรณ์หลาย ๆ คนบอกว่ามันสามารถป้องกันเลนส์จากรอยขีดข่วน รอยเปื้อน หรือการแตกบิ่นได้ แต่อีกหลาย ๆ คนก็ไม่ค่อยเชื่อเรื่องนี้เท่าไหร่

การถ่ายภาพด้วยฟิล์มในอดีต สีที่บันทึกบนแผ่นฟิล์มจะแยกกันเป็นชั้นของแม่สีคือ แดง ฟ้า และเขียว และที่ชั้นของสีฟ้ามักจะไวต่อแสงอัลตร้าไวโอเล็ต (UV) ด้วย ในสภาพอากาศที่มีรังสียูวีมาก ๆ เช่น ท้องทะเลสีฟ้าในวันที่แดดจัด ยิ่งที่ระดับความสูงมากกว่าชั้นบรรยากาศก็จะเบาบางกว่า จะเกิดเป็นหมอกมัว ๆ สีฟ้า ๆ ในภาพถ่ายได้ ฟิลเตอร์ยูวีถูกสร้างขึ้นมาครั้งแรกเพื่อแก้ปัญหานี้

อย่างไรก็ตาม ฟิล์มสมัยใหม่ถูกผลิตขึ้นเพื่อลดผลกระทบจากแสงยูวีนี้จนแทบจะสังเกตไม่เห็นแล้ว ส่วนกล้องดิจิตอลก็ถูกออกแบบให้กันและกรองแสงที่จะรบกวนภาพถ่ายออกไปหมดตั้งแต่แสงอินฟราเรด (IR) จนถึงแสงยูวี ดังนั้น ฟิลเตอร์ยูวีจึงไม่ค่อยมีประโยชน์อะไร อย่างน้อยก็ไม่ได้ถูกนำมาใช้ตามวัตถุประสงค์ดั้งเดิมตามที่มันถูกสร้างขึ้นมา

แต่คนจำนวนไม่น้อยก็ยังคงใช้มันอยู่ ด้วยเหตุผลเพียงเพราะว่ามันไม่มีผลอะไรกับภาพถ่าย เพราะแก้วของยูวีฟิลเตอร์เป็นแก้วใสไม่มีสี มันจึงเหมาะสำหรับการป้องกันเลนส์โดยที่ไม่มีผลต่อคุณภาพของภาพถ่ายมากนัก และราคาของมันก็ถูกกว่าเลนส์หลายเท่า

แต่ก็มีคนที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดข้างต้นนี้ เพราะแก้วของเลนส์ที่ผลิตโดยโรงงานต่าง ๆ ไม่ได้มีคุณภาพเท่ากันไปเสียทั้งหมด เรียกว่ามีเกรดดีเกรดไม่ดี ฟิลเตอร์ยูวีก็เหมือนกัน บางคนจึงเห็นว่าเป็นเรื่องไม่เข้าท่าที่จะซื้อแก้วฟิลเตอร์ราคา 2-3 พันบาทมาบังหน้าแก้วเลนส์ราคา 8-9 หมื่นบาท ตัวอย่างนี้อาจจะเวอร์ไปหน่อย แต่ประเด็นก็คือ ไม่มีทางที่คุณภาพของแก้วฟิลเตอร์จะเทียบได้กับแก้วเลนส์ระดับโปร เอาแค่ผลการทดสอบเปรียบเทียบฟิลเตอร์ราคาถูกกับฟิลเตอร์เกรดสูง ๆ ก็เห็นชัดเจนอยู่แล้ว จึงทำให้บางคนเชื่อว่าการเอาแก้วอะไรก็ตามมาบังหน้าเลนส์ ไม่ว่าจะระดับราคาไหน เท่ากับการลดคุณภาพของภาพถ่ายไปด้วย

หากคุณเป็นห่วงมากในเรื่องของการป้องกันเลนส์ และไม่มั่นใจว่าจะใช้ฟิลเตอร์ยูวีดีมั้ย มีอีกทางเลือกที่ดีคือการใช้ฮู้ด มันคือกรอบบังแสงที่ติดไว้หน้าเลนส์อีกที เพื่อป้องกันแสงแฟลร์จากการถ่ายภาพย้อนแสง และในกรณีที่คุณทำกล้องหรือเลนส์ตกพื้น มันก็สามารถป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดกับแก้วชิ้นหน้าของเลนส์ได้มากพอสมควร อาจจะดีกว่าแก้วฟิลเตอร์บาง ๆ ด้วยซ้ำ ดังนั้น ถ้าคุณเป็นเป็นพวกที่เชื่อว่าฟิลเตอร์ยูวีมีผลต่อคุณภาพของภาพถ่าย ฮู้ดคือคำตอบสำหรับการป้องกันโดยไม่ต้องเอาแก้วอื่นมาบังหน้าเลนส์ของคุณ

lens hood

ที่มาของต้นฉบับ  http://www.tested.com/tech/photography/2700-does-your-dslr-camera-lens-really-need-a-uv-filter/


สำหรับผมเองซึ่งใช้เลนส์มือหมุนราคาไม่แพงเป็นส่วนใหญ่ ผมไม่เห็นความจำเป็นใด ๆ ในการเอาฟิลเตอร์มาป้องกันเลนส์อีก โดยเฉพาะฟิลเตอร์เกรดดี ๆ บางยี่ห้อมีราคาแพงกว่าเลนส์พวกนี้เสียอีก ผมยอมให้เลนส์มันเป็นรอยบ้างดีกว่า ฟิลเตอร์ที่ผมมีใช้อยู่บ้างคือฟิลเตอร์โพลาไรซ์ (CPL) หรือ ND ซึ่งใช้เพื่อสร้างผลลัพธ์ตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการมากกว่า ไม่ใช่เพื่อการปกป้องเลนส์

cpl - nd filters